วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

ไทยลุยตั้งรง.เม็ดพลาสติกชีวภาพแห่งที่ 2 ของโลก



นายวิเชียร สุขสร้อย ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าววันนี้ (23 เม.ย.) ถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนที่นำทางแห่งชาติการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทย ของ สนช. ที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณวงเงิน 1,800 ล้านบาทจากคณะรัฐมนตรี ว่า ล่าสุดได้มีการวางโครงการจะสร้างโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพโดยใช้มันสำปะหลังขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ด้วยการอาศัยการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในและนอกประเทศ โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างราว 2 ปี มูลค่าประมาณ? 4,000 ล้านบาท และจะมีกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 50,000 ตันต่อปี ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการนวัตกรรม สนช. กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพมีเพียงแห่งเดียวในโลก คือ บริษัท เนเจอร์เวิร์ก (Nature Works) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทเดียวในโลกที่ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพจากแป้งข้าวโพด โดยมีมูลค่าการผลิตปีละ 140,000 ตันต่อปี หากประเทศไทยสามารถสร้างขึ้นเป็นแห่งที่ 2 ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล นายวิเชียร กล่าวอีกว่า เบื้องต้นมีการหารือถึงความร่วมมือในการสร้างโรงงานดังกล่าวในประเทศไทย โดยขณะนี้มีบริษัทเอกชนไทยสนใจเข้าร่วม เช่น บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) บริษัทปูนซีแมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ขณะที่บริษัทต่างชาติ คือ บริษัท เนเจอร์เวิร์ก ส่วนสถานที่ตั้งโรงงานอาจอยู่ใน 3 จังหวัด คือ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ และระยอง แต่ต้องมีการพิจารณาอีกครั้งผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการนวัตกรรม สนช. กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ สนช.มีการเตรียมพร้อมในเรื่องนี้ โดยที่ผ่านมาได้มีการสนับสนุนภาคเอกชนในการวิจัยถึงขั้นตอนการแปรรูปจากมันสำปะหลังให้เป็นส่วนผสมของเม็ดพลาสติก ที่เรียกว่า แลคติก แอซิด (lactic acid) ซึ่งดำเนินการวิจัยเสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้เท่านั้น ซึ่งหากโรงงานก่อสร้างแล้วเสร็จ งานวิจัยดังกล่าวก็จะรองรับได้ทันที


จับตาเว็บ-วิทยุชุมชนที่ถูกปิดหลังเลิกพรก.ฉุกเฉิน






เครือข่ายพลเมืองเน็ตชี้แจงความคืบหน้า หลังออกแถลงการณ์วิกฤตการเมืองและการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร ยอมรับออกมาช้า เพราะต้องรอดูสถานการณ์ทางการเมือง เผยบางเว็บที่ถูกปิด ไม่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเครือข่ายพลเมืองเน็ตออกแถลงการณ์ เรื่องวิกฤตการเมืองและการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ขยายตัวรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่ความสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน และการประกาศใช้พระราชกำหนดว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ถึงการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ด้วยการควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต โดยการปิดกั้นเว็บไซต์จำนวนมากที่นำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างกับผู้มีอำนาจรัฐ ตามข่าวที่ว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ได้ออกคำสั่งให้ปิดกั้นเว็บไซต์ทางการเมืองกว่า 60 เว็บไซต์ เมื่อเร็วๆ นี้

ล่าสุด วานนี้ (22 เม.ย.) นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต? กล่าวว่า ความคืบหน้าต่อจากนี้ เครือข่ายฯ คงต้องรอดูสถานการณ์ต่ออีกระยะ เพราะไม่แน่ใจว่า การยื่นจดหมายถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีนั้น จะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น หรือข้อสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร

กก.เครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวต่อว่า ก่อนออกแถลงการณ์ดังกล่าว มีเสียงเรียกร้องจากผู้ได้รับผลกระทบที่ถูกสั่งปิดเว็บไซต์ และวิทยุชุมชน ให้เครือข่ายฯ ออกมาชี้แจงก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่ขณะนั้นทางเครือข่ายฯ ไม่มีคนอยู่ที่ประเทศไทย อีกทั้ง สับสนกับข่าวที่เกิดขึ้น เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาข่าวสารยังไม่ต่อเนื่อง เพราะมีสื่อจำนวนมากถูกปิดกั้นทางเว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเครือข่ายฯ ทำได้เพียงออกมาแสดงความคิดเห็น

นายอาทิตย์ กล่าวอีกว่า เครือข่ายฯ กำลังรอดูทิศทางกรณีดังกล่าว หลังออกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.ฉุกเฉิน) ว่าใช้กฎหมายใดในการปิดเว็บไซต์ และวิทยุชุมชน อีกทั้ง เมื่อพ้นภาวะฉุกเฉินไปแล้ว จะกลับมาเปิดอีกหรือไม่ และถ้าให้ปิดจะใช้กฎหมายใด ขณะเดียวกัน ถ้าไม่มีกฎหมายสั่งปิดแล้วมีเหตุผลอะไรในการปิดต่อ หรือมีโอกาสได้เปิดอีกหรือไม่ รวมถึงการประกาศยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน แล้วระยะเวลาที่รอคำสั่งศาลแต่ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินแล้วจะเป็นอย่างไร

กก.เครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวด้วยว่า จากการตรวจสอบเว็บไซต์ที่ถูกปิด พบว่ามี 2 เว็บไซต์ที่ไม่ได้มี URL ที่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงอย่างที่รัฐบาลระบุ คือ? www.ning.com และ www.no-ip.org โดยผู้อื่นสามารถเข้าไปเปิดเน็ตเวิร์คของตัวเองได้ ขณะเดียวกัน ก็มีสมาชิกบางส่วนของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้าไปใช้บริการจึงถูกปิด แต่ไม่ได้ปิดเฉพาะส่วนที่ นปช. เข้าไปใช้บริการ แต่ปิดทั้งเว็บไซต์รวมถึงส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย

ยกระดับ นศ.ให้ตรงต้องการอุตฯ ซอฟต์แวร์
เนคเทค จับมือภาคเอกชนด้านไอที ร่วมกับสถาบันฯ ราชมงคลและเครือข่าย ดัน "โครงการเพิ่มขีดความสามารถนักศึกษาสู่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์" หวังนำร่องเพิ่มขีดความสามารถให้นักศึกษาก่อนจบการศึกษา และเข้าไปทำงานจริง...นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวถึงโครงการ "การเพิ่มขีดความสามารถของนักศึกษาสู่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Go to Software Industry)" ว่า โครงการนี้มาการศึกษาวิจัยในโครงการ 2 เรื่อง คือ ?แนวทางการผลิตกำลังคนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (สทป.) เพื่อตอบสนองภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ และแนวทางการดำเนินการปฏิบัติสหกิจศึกษา ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันพบว่า ขณะนี้ มีนักศึกษาสาขาที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่จบจาก มทร.และ สทป. ประมาณ 1 หมื่นคน หรือประมาณ 20% ของนักศึกษาที่จบด้านนี้ทั่วประเทศ ผอ.เนคเทค กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์พบว่า กลุ่ม มทร.และ สทป.ถือได้ว่ามีความเข้มแข็งที่เป็นกลุ่มบัณฑิตนักปฏิบัติ ที่ถือว่าจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไปในอนาคต ขณะที่งานวิจัยของเนคเทคอื่นๆ พบว่า อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในไทยยังขาดแคลนบุคลากร ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากบัณฑิตบางส่วนมีความรู้ และทักษะไม่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม หรือ การเรียนการสอนไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เนคเทคจึงร่วมกับภาคอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ หาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้หลังจากการอบรมนี้ จะมีการประเมินผลเพื่อนำข้อมูลไปสนับสนุนแนวทางการพัฒนา ปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอนในสาขาซอฟต์แวร์ใน มทร. และ สทป.ต่อไปได้นายสมเกียรติ อึงอารี นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) กล่าวว่า การพัฒนากำลังคนเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อม และสร้างความเข้มแข็งของประเทศในระยะยาว และอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ก็เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของประเทศ อีกทั้งในแต่ละปี มทร.และ สทป.มีบทบาทที่สำคัญในการผลิตบุคลากรด้านไอที หรือบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงาน และภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยอยู่แล้ว หากใช้โอกาสนี้ปั้น และใส่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการอีกเล็กน้อย ให้กับบัณฑิตที่จบใหม่ หรือ นักศึกษากำลังจะจบ เชื่อว่าจะได้คนที่มีคุณภาพ และมีความพร้อมเข้าสู่การทำงานจริงในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นนายกสมาคม ATSI กล่าวอีกว่า ATSI จึงร่วมมือกับเนคเทค และ มทร.ร่วมกันจัดทำโครงการนำร่องที่จะใช้พัฒนาความรู้ในเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและเพิ่มศักยภาพให้กับบัณฑิตกลุ่ม มทร.และ สทป.ขึ้น เป็นหลักสูตรที่ใช้เวลาในการฝึกอบรม 5 วัน ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ วิชาพื้นฐานทั่วไป และวิชาชีพเฉพาะทางอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิส่วนหญ่จะมาจากภาคอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และที่เกี่ยวข้อง มี กรณีตัวอย่างให้ดู และทดลองทำจริงๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และเชื่อมโยงได้ครบทั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และเชื่อมโยงความรู้ที่เรียน กับสิ่งที่จะใช้งานจริงเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน และที่สำคัญบัณฑิตที่ผ่านการฝึกอบรมนี้จะได้รับวุฒิบัตรเมื่อทดสอบผ่านการฝึกอบรมแล้ว นายสมเกียรติ กล่าวด้วยว่า การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ รุ่นที่ 1 ได้กำหนดจะจัดให้มีขึ้น ในระหว่างวันที่ 27 เม.ย.? 1 พ.ค.2552 ณ มทร.ตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ สำหรับการอบรมฯ รุ่นที่ 1 นี้ จะเปิดให้มีการอบรมวิชาชีพเฉพาะอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ 2 โปรแกรม คือ PHP และ .NET เนื่องจากระยะเวลา และข้อจำกัดหลายๆ อย่าง สำหรับการจัดในปีต่อๆ ไปจะมีการเพิ่มอีก 2 หัวข้อหลักคือ Java และ Embedded ที่จะอาศัยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน รวมถึงสมาคมเนคโนโลยีฝังตัวไทย หรือ TESA ที่เป็นหนึ่งในหน่วยงานภายใต้ MOU ทั้งนี้จะนำผลที่ได้จากการจัดการฝึกอบรมในรุ่นนี้ มาใช้วางแผนพัฒนาหลักสูตรการสอนในอนาคตต่อไป





เนคเทค จับมือภาคเอกชนด้านไอที ร่วมกับสถาบันฯ ราชมงคลและเครือข่าย ดัน "โครงการเพิ่มขีดความสามารถนักศึกษาสู่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์" หวังนำร่องเพิ่มขีดความสามารถให้นักศึกษาก่อนจบการศึกษา และเข้าไปทำงานจริง...

นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวถึงโครงการ "การเพิ่มขีดความสามารถของนักศึกษาสู่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Go to Software Industry)" ว่า โครงการนี้มาการศึกษาวิจัยในโครงการ 2 เรื่อง คือ ?แนวทางการผลิตกำลังคนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (สทป.) เพื่อตอบสนองภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ และแนวทางการดำเนินการปฏิบัติสหกิจศึกษา ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันพบว่า ขณะนี้ มีนักศึกษาสาขาที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่จบจาก มทร.และ สทป. ประมาณ 1 หมื่นคน หรือประมาณ 20% ของนักศึกษาที่จบด้านนี้ทั่วประเทศ

ผอ.เนคเทค กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์พบว่า กลุ่ม มทร.และ สทป.ถือได้ว่ามีความเข้มแข็งที่เป็นกลุ่มบัณฑิตนักปฏิบัติ ที่ถือว่าจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไปในอนาคต ขณะที่งานวิจัยของเนคเทคอื่นๆ พบว่า อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในไทยยังขาดแคลนบุคลากร ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากบัณฑิตบางส่วนมีความรู้ และทักษะไม่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม หรือ การเรียนการสอนไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เนคเทคจึงร่วมกับภาคอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ หาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้หลังจากการอบรมนี้ จะมีการประเมินผลเพื่อนำข้อมูลไปสนับสนุนแนวทางการพัฒนา ปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอนในสาขาซอฟต์แวร์ใน มทร. และ สทป.ต่อไปได้

นายสมเกียรติ อึงอารี นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) กล่าวว่า การพัฒนากำลังคนเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อม และสร้างความเข้มแข็งของประเทศในระยะยาว และอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ก็เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของประเทศ อีกทั้งในแต่ละปี มทร.และ สทป.มีบทบาทที่สำคัญในการผลิตบุคลากรด้านไอที หรือบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงาน และภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยอยู่แล้ว หากใช้โอกาสนี้ปั้น และใส่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการอีกเล็กน้อย ให้กับบัณฑิตที่จบใหม่ หรือ นักศึกษากำลังจะจบ เชื่อว่าจะได้คนที่มีคุณภาพ และมีความพร้อมเข้าสู่การทำงานจริงในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น

นายกสมาคม ATSI กล่าวอีกว่า ATSI จึงร่วมมือกับเนคเทค และ มทร.ร่วมกันจัดทำโครงการนำร่องที่จะใช้พัฒนาความรู้ในเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและเพิ่มศักยภาพให้กับบัณฑิตกลุ่ม มทร.และ สทป.ขึ้น เป็นหลักสูตรที่ใช้เวลาในการฝึกอบรม 5 วัน ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ วิชาพื้นฐานทั่วไป และวิชาชีพเฉพาะทางอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิส่วนหญ่จะมาจากภาคอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และที่เกี่ยวข้อง มี กรณีตัวอย่างให้ดู และทดลองทำจริงๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และเชื่อมโยงได้ครบทั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และเชื่อมโยงความรู้ที่เรียน กับสิ่งที่จะใช้งานจริงเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน และที่สำคัญบัณฑิตที่ผ่านการฝึกอบรมนี้จะได้รับวุฒิบัตรเมื่อทดสอบผ่านการฝึกอบรมแล้ว

นายสมเกียรติ กล่าวด้วยว่า การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ รุ่นที่ 1 ได้กำหนดจะจัดให้มีขึ้น ในระหว่างวันที่ 27 เม.ย.? 1 พ.ค.2552 ณ มทร.ตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ สำหรับการอบรมฯ รุ่นที่ 1 นี้ จะเปิดให้มีการอบรมวิชาชีพเฉพาะอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ 2 โปรแกรม คือ PHP และ .NET เนื่องจากระยะเวลา และข้อจำกัดหลายๆ อย่าง สำหรับการจัดในปีต่อๆ ไปจะมีการเพิ่มอีก 2 หัวข้อหลักคือ Java และ Embedded ที่จะอาศัยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน รวมถึงสมาคมเนคโนโลยีฝังตัวไทย หรือ TESA ที่เป็นหนึ่งในหน่วยงานภายใต้ MOU ทั้งนี้จะนำผลที่ได้จากการจัดการฝึกอบรมในรุ่นนี้ มาใช้วางแผนพัฒนาหลักสูตรการสอนในอนาคตต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น