วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552

พาณิชย์นัดสมาคมผู้เลี้ยงหมูถก29 เม.ย.นี้

เพื่อวางกรอบแนวทางในการช่วยเหลือผู้บริโภค เล็งใช้กลไกตลาดผ่านโครงการตลาดสดธงฟ้า ขณะที่คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดหอม ผักกาดขาวปลี ถั่วฝักยาว แตงกวา มีราคาเฉลี่ยสูงเช่นกัน แนะ ปชช.บริโภคชนิดอื่นก่อน ... วันนี้ (25 เม.ย.) นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้ราคาเนื้อหมูตามตลาดสด ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมีราคาแพงมากโดยเฉลี่ยราคาขยับขึ้นจากเดิมเมื่อต้นปีอยู่ที่ 100-110 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 120-135 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนเพราะต้องซื้อราคาเนื้อหมูไปบริโภคในราคาที่แพงขึ้นอย่างมาก และจากการติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมูโดยรวมที่มีการปรับราคาสูงขึ้นมาจาก ปัญหาสภาพอากาศในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ ค่อนข้างร้อนจัด ทำให้หมูโตช้า ประกอบกับเป็นช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำผู้เลี้ยงหมูส่วนใหญ่ชะลอการเลี้ยง ทำให้ปริมาณหมูออกตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ดี นายยรรยง กล่าวอีกว่า ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ กรมฯ จะหารือร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงหมูแห่งชาติ และสมาคมผู้เกี่ยวข้องมาประชุมหารือเพื่อวางกรอบแนวทางในการช่วยเหลือผู้บริโภคต่อไป และเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภค กรมฯ จะใช้กลไกตลาดผ่านโครงการตลาดสดธงฟ้าและการจัดงานธงฟ้าราคาประหยัด นำเนื้อหมูราคาถูกโดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 70-80 บาท จัดทำหน่ายในมุมธงฟ้าต่างๆ ทั่วประเทศอีกด้วย นอกจากนี้ นายยรรยง กล่าวด้วยว่า ในช่วงภาวะอาการร้อนจัดเช่นนี้ ยังส่งผลให้ราคาพืชผักผลไม้ชนิดต่างๆ มีราคาแพงขึ้นมาก เช่น ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักกาดหอม ผักกาดขาวปลี ถั่วฝักยาว แตงกวา มีราคาเฉลี่ยสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดือน มี.ค. ประมาณ 5-10 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคามะนาวผลใหญ่มีราคาสูงโดยเฉลี่ยผลละ 10-15 บาท มะนาวผลเล็กโดยเฉลี่ยผลละ 3-5 บาท ซึ่งราคามะนาวและผักสดชนิดต่างๆ ที่สูงขึ้นขณะนี้ถือเป็นช่วงฤดู ดังนั้น หากอยากแนะนำแม่บ้านหันไปใช้ผักชนิดอื่นๆ ที่สามารถประกอบอาหารแทนไประยะหนึ่งก่อนและเชื่อว่าราคาจะปรับลดลงมาได้ใน เร็วๆ นี้


รวงข้าวชี้เลิกพรก.ส่งหุ้นไทยสูงสุดในรอบ3เดือน


ดัชนีหุ้นไทยปิดพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 3 เดือน หลังรัฐบาลประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนสัปดาห์หน้า จับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ และการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของไทย บล.กสิกรไทย? คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 466 และ 457 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 488 และ 507 จุด ตามลำดับวันนี้ (25 เม.ย.)บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 474.07 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.78% จาก 456.80 จุดในสัปดาห์ก่อน และขยับขึ้น 5.36% จากสิ้นปี 2551 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้น 100.26% จาก 42,601.87 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 85,314.64 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดลงจาก 21,300.94 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 17,062.93 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 442.37 ล้านบาท และ 97.46 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิที่ 539.84 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปิดที่ 158.82 จุด ขยับขึ้น 0.62% จาก 157.84 จุดในสัปดาห์ก่อน แต่ร่วงลง 2.52% จากสิ้นปีก่อนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยยังไม่น่ากังวลมากนัก หลังรัฐบาลประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยมีหุ้นในกลุ่มพลังงานที่ปรับขึ้นเป็นตัวนำตลาด โดยดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้น 2.08% สู่ระดับปิดสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือนในวันจันทร์ ตามแรงซื้อหนาแน่นในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงาน และธนาคาร ส่วนในวันอังคาร ดัชนีปิดบวกเล็กน้อย หลังแกว่งตัวในแดนลบตลอดวัน ตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลง ขณะที่แรงซื้อกลับในช่วงท้ายตลาดในหุ้นกลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน ช่วยหนุนให้ดัชนีปิดบวกได้ติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ของสัปดาห์ หลังจากนั้น ดัชนีปรับตัวลงในวันพุธ โดยถูกกดดันจากแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคาร หลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นแรงในวันก่อนหน้า แต่ไม่สามารถผ่านแนวต้านสำคัญที่ 470 จุดได้ อย่างไรก็ตาม ดัชนีปิดปรับตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี ท่ามกลางแรงซื้อในหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ผู้บริหาร บมจ.ปตท. ได้ออกมาระบุว่า กำลังศึกษาการควบรวมกิจการ 4 บริษัทในเครือที่มีธุรกิจใกล้เคียงกัน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่วนในวันศุกร์ ดัชนีหุ้นไทยปิดบวก 1.72% และเคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวกตลอดวัน โดยได้รับแรงหนุนหลังรัฐบาลประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในช่วงบ่าย รวมทั้งจากแรงซื้อหุ้นในกลุ่มพลังงานที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้จะ ออกมาดีสำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (27-30 เม.ย. 52) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีอาจปรับตัว Sideway โดยปัจจัยที่ยังคงต้องติดตาม ได้แก่ การทดสอบภาวะวิกฤติของรัฐบาลสหรัฐต่อธนาคารรายใหญ่ 19 แห่ง (Stress tests) ผลการประชุมนโยบายดอกเบี้ยของเฟดในวันที่ 28-29 เม.ย. ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลก และการปรับตัวของตลาดหุ้นภูมิภาค ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ อาทิ ตัวเลขจีดีพี (เบื้องต้น) ไตรมาส 1/2552 ขณะที่ปัจจัยในประเทศที่สำคัญ คงจะต้องติดตามการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์ในวันศุกร์ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย รวมทั้งประเด็นการควบรวมกิจการของบริษัทในเครือ บมจ.ปตท. ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่าดัชนีจะมีแนวรับที่ 466 และ 457 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 488 และ 507 จุด ตามลำดับ.


บางจากฯนำร่อง ลดดีเซล 50 สต. ปตท.จ่อคิวลงตาม

ส่วนกลุ่มเบนซินยังไม่ลด เหตุแนวโน้มปรับเพิ่มตามทิศทางน้ำมันดิบ-ราคาเอทานอลอยู่ในอัตราสูงส่งผลให้ราคาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลวันพรุ่งนี้ ในส่วนของไบโอดีเซล บี 2 อยู่ที่ 22.79 บาท และบี 5 ราคา 19.79 บาท/ลิตรนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากฯ เปิดเผยว่าวันพรุ่งนี้ (26 เม.ย.)บางจากฯ ประกาศปรับลดราคาน้ำมันกลุ่มดีเซล 50 สต./ลิตร ส่งผลให้ราคาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในส่วนของไบโอดีเซล บี 2 อยู่ที่ 22.79 บาท และบี 5 ราคา 19.79 บาท/ลิตร เนื่องจากค่าการตลาดก่อนปรับอยู่ในระดับ 2 บาท/ลิตร จึงสามารถลดราคาลงมาได้อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกลุ่มเบนซินราคายังไม่ปรับลด เนื่องจากค่าการตลาดไม่ได้อยู่ในเกณฑ์สูง ล่าสุดแก๊สโซฮอล์อยู่ในเกณฑ์ 1.80 บาท เบนซิน 91 ราคา 2 บาท/ลิตร และที่สำคัญผู้ค้าน้ำมันจะพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของค่าการตลาด ไม่ได้ดูเป็นรายวัน ซึ่งในเดือนเมษายนค่าการตลาดอยู่ที่ 1.40 บาทต่อลิตร ต่ำกว่าที่อัตราที่ควรจะเป็น 1.50 บาท/ลิตร โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ตรึงราคาน้ำมันค่าการตลาดอยู่ที่ประมาณ 70-80 สต./ลิตร เท่านั้น เป็นผลมาจากช่วงนี้หน้าร้อน การใช้เบนซินของตลาดโลกมีอัตราสูง ทำให้ราคาตลาดโลกเริ่มไต่ขึ้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับน้ำมันดิบสหรัฐฯที่ ล่าสุดวันนี้ ยังคงปรับขึ้น 30 เซนต์/บาร์เรล ไปอยู่ที่ 48.85 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล และแนวโน้มน้ำมันดิบและกลุ่มเบนซินยังมีโอกาสขยับขึ้นอีก เพราะมีแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และกลุ่มโอเปกมีการปรับลดกำลังผลิตร้อยละ 10นอกจากนี้ในส่วนของแก๊ส โซฮอล์ ขณะนี้ค่าการตลาดลดต่ำลงเป็นเพราะตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ราคาเอทานอลในประเทศมีราคาจริงอยู่ที่ 22 บาท/ลิตร ผู้ผลิตไม่ได้ใช้ราคาแนะนำของกระทรวงพลังงานที่ประมาณ 17 บาท/ลิตร จึงไม่ทราบว่า ค่าการตลาดที่กระทรวงพลังงานประกาศที่ว่าแก๊สโซฮอล์สูงกว่า 2.60 บาท/ลิตรนั้น ใช้เกณฑ์คำนวณจากราคาเอทานอลตัวใดกันแน่?แนวโน้ว สัปดาห์หน้า หากราคาน้ำมันดิบขยับอีก ราคากลุ่มเบนซินอาจจะปรับขึ้นอีกก็ได้ แต่ส่วนของกลุ่มดีเซลอาจจะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะตามวัฏจักรแล้วกลุ่มดีเซลจะปรับสูงขึ้นช่วงหน้าหนาวและเบนซินจะปรับ ขึ้นช่วงหน้าร้อน? นายอนุสรณ์กล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า คาดว่าผู้ค้าน้ำมันรายอื่นๆ อาจจะมีการประกาศปรับลดราคากลุ่มดีเซล โดยล่าสุด ปตท.ประกาศปรับลดกลุ่มดีเซลในอัตราเดียวกับบางจากฯ แล้ว

ผู้ค้าไทยลดราคาน้ำมันตามโลกด่วน!

โดยได้สั่งให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ดูแลอย่างใกล้ชิด แต่กระทรวงฯคงไม่สามารถสั่งผู้ค้าน้ำมันปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันลงได้เนื่องจากเป็นการค้าเสรี?..นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานเปลี่ยนหลอดประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ให้มัสยิด มหานาคว่า ราคาขายปลีกน้ำมันขณะนี้เริ่มปรับตัวลดลง ส่งผลให้ค่าการตลาดน้ำมันในช่วง 2 วันนี้อยู่ในระดับสูง ดังนั้นจึงเป็นสัญญาณที่ให้ผู้ค้าน้ำมันปรับลดราคา ขายปลีกน้ำมันทุกชนิดลงได้ โดยได้สั่งให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ดูแลอย่างใกล้ชิด แต่กระทรวงฯคงไม่สามารถสั่งผู้ค้าน้ำมันปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันลงได้เนื่องจากเป็นการค้าเสรี ทั้งนี้ ค่าการตลาดน้ำมันล่าสุด (23 เม.ย. 52) เบนซิน 91 อยู่ที่ 2.80 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 2.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 2.74 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ อี 20 อยู่ที่ 2.30 บาทต่อลิตร ดีเซลอยู่ที่ 2.30 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซลบี 5 อยู่ที่ 2.75 บาทต่อลิตร สำหรับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อนปีนี้ คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ไม่น่าจะเพิ่มจากปีก่อน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ลดกำลังการผลิตลง ประกอบกับอากาศที่คาดว่าจะร้อนก็ไม่ร้อนมากนัก โดยภาพรวมยอดการใช้ไฟฟ้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 4% นายวิรัช กาญจพิบูลย์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า โครงการเปลี่ยนหลอดประหยัดงาน เริ่มตั้งแต่ปี 51 ตั้งเป้า 5 ปี จะเปลี่ยนหลอดประหยัดพลังงานให้ได้ 80 ล้านหลอด แต่ระยะแรกเพิ่งดำเนินเปลี่ยนหลอดไปได้ 1 ล้านหลอดเท่านั้น เพราะติดปัญหาเรื่องราคาหลอดประหยัดพลังงาน ทำให้ กฟผ.ต้องเลื่อนโครงการดังกล่าวออกไป เป็นตั้งแต่ปี 52-56 ใช้งบประมาณรวม 3.3 พันล้านบาท.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น