วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

ดอลลาร์เก๊โผล่ธ.ไทยพาณิชย์แจ้งจับ2หนุ่ม

ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาย่อยเทสโก้โลตัสอุบลฯ แจ้งจับ 2 หนุ่มนำแบงก์ดอลลาร์ 10,000 เหรียญ มาแลก เป็นเงินไทย 6.9 แสนบาท พบเป็นแบงก์เก๊ ที่ผ่านการผลิตมาอย่างดี สร้างความเสียหายอย่างมากวันนี้ (24 เม.ย.) พ.ต.ต.ธานนท์ เทพคำราม สารวัตรเวร สภ.เมืองอุบลราชธานี รับแจ้งจาก นายเทอม จิรานันท์สิริ อายุ 52 ปี ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยเทสโก้โลตัสอุบลราชธานี ผู้รับมอบอำนาจจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)ว่า เมื่อวันที่ 13 เม.ย. เวลา 12.00 น. ขณะที่ธนาคารเปิดให้บริการลูกค้าตามปกติ ได้มี นายปรัญญา บุญวรรโน อายุ 38 ปี และนายปัญญา ภูยอดนิล อายุ 64 ปี ซึ่งทำทีไม่รู้จักกัน เข้ามาขอแลกเปลี่ยนเงินจากแบงก์ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเป็นเงินไทย โดยทั้ง 2 ขอแลกในจำนวนเท่ากันคือ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ แลกเป็นเงินไทยได้ 349,000 บาท รวม เป็น 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 698,000 บาทผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวต่อว่า ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้นำเงินทั้งหมด ซึ่งอยู่ในหมวดอักษรขึ้นต้นด้วย 'ดี' มาตรวจสอบตามกรรมวิธี ไม่พบสิ่งต้องสงสัยหรือผิดสังเกตแต่อย่างใด จึงให้แลกไป โดยขอถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไว้ตามขั้นตอน แต่เมื่อทางธนาคารได้ส่งเงินทั้งหมดไปให้หน่วยเงินตราต่างประเทศตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง จึงได้รับแจ้งว่าธนบัตรทั้งหมดเป็นแบงก์ดอลลาร์ปลอม ที่ทำเลียนแบบได้เหมือนมาก สร้างความเสียหายให้กับธนาคารมากนายเทอม กล่าวด้วยว่า จึงนำหลักฐานทั้งหมดมาแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 2 ในข้อหาทำปลอมหรือแปลงและนำออกซึ่งเงินตราอันเป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลต่าง ประเทศออกใช้หรือใช้อำนาจออกใช้ และฉ้อโกง จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เบื้องต้นเจ้าหน้ารีบทำการรวบรวมหลักฐานเพื่อออกมหายจับต่อไป

'กอร์ปศักดิ์' จี้ราชการเบิกจ่ายงบประมาณ 52


ถึงตอนนี้เบิกจ่ายไปเพียง 45.09% หลัง พ.ค.จะไล่บี้ เผยคนว่างงานแห่สมัครโครงการคืนครูล้นทะลัก แต่ยังมีโครงการอื่นอีกมาก กระตุ้นคนว่างงานรีบสมัคร หากศก.-การเมืองดีขึ้น รบ.จัดเก็บรายได้-มีเงินเหลือ จะจัดทำงบประมาณ กลางปี 2553 เพิ่มเติม ...วันนี้ (24 เม.ย.) นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ว่างงานกว่า 80,000 คนได้สมัครเข้าร่วมโครงการคืนคุณครูให้นักเรียน ภายใต้โครงการต้นกล้าอาชีพ ที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการที่จัดฝึกอบรมให้กับแรงงานตกงาน ซึ่งรองรับได้เพียง 14,532 อัตราเท่านั้น แต่ยังมีหลักสูตรฝึกอบรมอาชีพอื่นอีกจำนวนมากที่สามารถรองรับได้ทั้งนี้ รองนายกฯ กล่าวยืนยันว่า โครงการต้นกล้าอาชีพกำลังเดินหน้าได้อย่างดีแม้ว่าเดือน เม.ย.จะ ฝึกอบรมแรงงานได้ต่ำกว่าเป้าหมาย คือประมาณ 17,000 คน แต่เชื่อว่าในเดือน พ.ค.นี้จะฝึกอบรมได้กว่า 50,000 คน ส่วนการช่วยเหลือแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อชะลอการเลิกจ้างงานของผู้ประกอบการนั้น โครงการต้นกล้าอาชีพพร้อมที่จะให้เงินที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ต้องการ 1,000 ล้านบาท ไปดำเนินการ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระทรวงท่องเที่ยวฯ อาจเข้ามาร่วมดำเนินการทั้งการจัดทำหลักสูตร การฝึกอบรม หรือการจ่ายเงินให้กับแรงงานและผู้ฝึกแรงงานเลยก็ได้นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าในการเบิกจ่ายงบกลางปี 116,700 ล้านบาท ส่วนใหญ่สามารถเบิกจ่ายได้ในโครงการที่เป็นการใช้เงินสด คือโครงการเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 เม.ย. พบว่าเบิกจ่ายได้แล้วถึง 87.45% จากวงเงินเกือบ 19,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการเรียนฟรีจริง 15 ปี เบิกจ่ายได้ 76% ของเงินงบประมาณ 19,000 ล้านบาท โครงการสร้างที่อยู่อาศัยให้ข้าราชการตำรวจ เบิกจ่ายได้แล้ว 43% ของเงินงบประมาณ 1,800 ล้านบาท ส่วนโครงการอื่นๆ ทั้งต้นกล้าอาชีพ ชุมชนพอเพียง ยังเบิกจ่ายได้น้อยเพราะจ่ายเป็นรายเดือน เมื่อคิดเป็นอัตราส่วนยังอยู่ที่ 0% ขณะที่โครงการจ่ายเงินให้กับอาสาสาธารณสุขคนละ 600 บาท ทั่วประเทศ ยังไม่มีการเบิกจ่ายเช่นกัน ส่วนโครงการของกรมชลประทานเบิกจ่ายได้ 0.44% เนื่องจากเป็นโครงการที่ต้องมีการว่าจ้างจึงต้องใช้ระยะเวลาอย่างไรก็ตาม รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ตนจะยังไม่ลงไปไล่บี้ส่วนราชการที่เงินเบิกจ่ายเงินออกมาน้อย เพราะถือว่าเพิ่งเริ่มมีการเบิกจ่ายเมื่อต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา และมีวันหยุดมากถึง 10 วัน แต่พอถึงสิ้นเดือนพ.ค.จะไล่บี้แน่ส่วนการเบิกจ่ายงบประมาณปกติปี 2552 ล่าสุดที่รายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบเบิกจ่ายไปแล้วจนถึงวันที่ 20 มี.ค. จำนวน 827,384 ล้านบาท หรือคิดเป็น 45.09% ของวงเงินงบประมาณรวม 1.835 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดทุกเดือนเพื่อให้การเบิกจ่ายเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้ นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวด้วยว่า หากแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้นและบรรยากาศการเมืองกลับมามีเสถียรภาพ จนไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลัง โดยรัฐบาลจัดเก็บรายได้มากขึ้นและมีเงินเหลือมากพอก็สามารถจัดทำงบประมาณ กลางปี 2553 เพิ่มเติมได้เพื่อนำมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องจับตาดูแลสถานการณ์จากนี้ไปอีก 7วัน ว่าจะได้ผลมากน้อยเพียงใด





เอกชนชี้เกมการเมืองยังแรงเบรกแก้นิรโทษฯ

ประมนต์ สุธีวงศ์
หอการค้าไทย ไม่เชื่อน้ำยารัฐ ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินยังไม่ส่งผลดี ด้านหอการค้าต่างประเทศ ชี้ทำให้ต่างชาติมั่นใจในการเข้ามาลงทุน รับเป็นห่วงเสื้อแดงชุมนุมซ้ำ แนะรัฐต้องควบคุมดูแลให้ดี ...วันนี้ (24 เม.ย.) นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานอาวุโสหอการค้าไทย กล่าวว่า การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ทำให้นักธุรกิจคลายความวิตกกังวลได้ เพราะนักการเมืองยังคงเล่นเกมทางการเมืองในทางลับอยู่ และรัฐบาลยังไม่สามารถประสานงานลดความขัดแย้ง ทำให้ภาพการเมืองยังสงบเพียงระยะสั้นเท่านั้น จึงอยากจะสนับสนุนให้รัฐแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตราเท่านั้น แต่การนิรโทษกรรรมให้นักการเมืองควรชะลอออกไป เพื่อลดปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมอีก? นายเดอร์ จี ฟอน เดอลูช ประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย กล่าวว่า นับเป็นสัญญาณที่ดีที่จะทำให้นักลงทุนต่างประเทศเชื่อมั่นไทย แม้จะไม่กลับมาได้ในทันที แต่แสดงให้เห็นได้ว่า รัฐควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว จากนี้ไปรัฐบาลต้องดำเนินการให้เห็นว่ารัฐบาลสนับสนุนการค้า การลงทุนผ่านมาตรการต่างๆ ไม่เพียงการออกโรดโชว์ในต่างประเทศเท่านั้น แต่หากเสื้อแดงยังจะชุมนุมอีก ยอมรับว่ามีความกังวล เพราะหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงอีก ก็จะกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนอีก รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถดูแลการชุมนุมให้อยู่ในกรอบกฎหมายได้นายชูเกียรติ โอภาวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่ออกข้าวไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นประโยชน์กับภาคท่องเที่ยว ซึ่งการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องประกาศเตือนภัยการเดินทางมาประเทศไทย และหลายประเทศใช้เป็นมาตรการสกัดการมาเที่ยวไทย ต่อจากนั้นถึงจะส่งผลดีต่อภาคการค้า และการลงทุน โดยคาดว่ากว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติก็ต้องใช้เวลา 1-2 เดือนนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เป็นสิ่งดีทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยหลังจากนี้ 1-2 เดือน จะต้องไม่เกิดเหตุการณ์ประท้วงหรือเหตุการณ์ใดๆ อีก และทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เชื่อว่า เมื่อยกเลิกแล้ว การท่องเที่ยวจะติดลบประมาณ 10-20% จากเดิมคาดว่าจะติดลบมากกว่า 30-40% ทำให้ไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวลดลงเหลือ 50,000-70,000 ล้านบาท จากเดิมคาดกว่า 100,000 ล้านบาท

เอ็นพีแอลไตรมาสแแรกพุ่ง จับตาหนี้อสังหาฯ
แบงก์ชาติระบุ หนี้เอ็นพีแอลพุ่ง 5.5% ไตรมาสแรกปีนี้ เพิ่มขึ้น 19,000 ล้านบาท หรือ 5.3% จากไตรมาสก่อน จับตาหนี้ภาคอสังหาฯพุ่ง ...นางสาวนวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าววันนี้ (24 เม.ย.) ถึง ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Gross NPL) ไตรมาส 1 ปี 2552 พบว่า เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2551 ที่เอ็นพีแลอยู่ที่ 5.3% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 19,081 ล้านบาท ทั้งนี้ เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมากจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของลูกหนี้ใหม่ จะเพิ่มขึ้นมากกว่าลูกหนี้ที่เคยเป็นหนี้เอ็นพีแอลแล้วที่กลับมาเป็นหนี้ใหม่ อย่างไรก็ตามหากดูเป็นรายภาคธุรกิจจะพบว่า เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมากในทุกภาคธุรกิจ โดย พบว่า ภาคบริการเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือเพิ่มขึ้นจาก 7.1% เป็น 7.8% ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจาก 8.4% เป็น 9% ภาคพาณิชย์เพิ่มขึ้นจาก 5.7% เป็น 6.4%ขณะที่ธุรกิจบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นจาก 2.9% เป็น 3.1% และภาครถยนต์เพิ่มขึ้นจาก 2.1% เป็น 2.3% ขณะที่สินเชื่ออุปโภคและบริโภคอยู่ในระดับที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ยังอยู่ในระดับที่ไม่เป็นห่วง ถ้าพิจารณาโดยเฉพาะหนี้เอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบ พบว่าเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นจาก 5.6% เป็น 5.9%อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาแบงก์มีการกันสำรองหนี้เสียไว้ค่อนข้างมาก จึงมองว่าไม่น่ากังวล และเชื่อว่าแบงก์สามารถดูแลตัวเองได้ โดยสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเป็นการเพิ่มขึ้นมากเป็นครั้งแรก สาเหตุบางส่วนมาจากชาวต่างชาติที่เคยเข้ามาซื้อที่อยู่ เช่น คอนโดมีเนียม เริ่มขายที่อยู่ทิ้งไป เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ สำหรับแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคตนั้น ยอมรับว่ามีความแน่นอนจากปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจสูง แต่ขณะนี้หลายๆฝ่ายมองว่า ในปีหน้าเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้น จากการดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆ ซึ่งจะส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยดีขึ้น ดังนั้นช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ทุกคนจะต้องพยุงตัวกันไป
บอร์ดทอท.เตรียมแผนพัฒนาสนามบินภูเก็ต
ขยายท่าฯ รองรับคน 11.5 ล้านคน ในปี 2561 แต่ไม่ขยายรันเวย์ เพราะสภาพภูเขาขนาบ วงเงินพัฒนาสูงถึง 5 พันล้าน ...วันนี้ (24 เม.ย.) นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) กล่าวถึงแผนพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตว่า ปัจจุบันท่าอากาศยานภูเก็ตสามารถรองรับผู้โดยสารได้ตามขีดความสามารถ ประมาณ 6.5 ล้านคนต่อปี แต่มีผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการท่าอากาศยานภูเก็ตประมาณ 6 ล้านคนต่อปี ซึ่งใกล้เต็มขีดความสามารถที่จะรองรับได้ จึงต้องรีบจัดทำแผนพัฒนาและดำเนินการโดยเร็ว ซึ่งจะต้องให้แล้วเสร็จในปี 2556 ซึ่งจะขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเป็น 11.5 ล้านคนต่อปี และจะรองรับได้ไปจนถึงปี 2561
นายปิยะพันธ์ กล่าวเพิ่มว่า ทางบอร์ดฯ ได้มีมติตามที่ทางท่าอากาศยานภูเก็ตนำเสนอ แต่จากการปรับปรุงหรือขยายนั้น ด้วยขีดจำกัดของท่าอากาศยานภูเก็ต ซึ่งถูกขนาบด้วยภูเขาและทะเล ทำให้ไม่สามารถที่จะขยายรันเวย์เพิ่มได้ จากข้อจำกัดดังกล่าวเมื่อถึงปี 2561 จะยังสามารถขยายได้เพิ่มเติมเล็กน้อย คือ ประมาณ 15 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นก็คงต้องหาแนวทางการแก้ไขต่อไป?? นอกจากนี้ นายปิยะพันธ์ กล่าวต่อว่า ทางบอร์ดเห็นว่าในแผนการพัฒนาดังกล่าวไม่มีจุดในการรองรับการลงจอดของเครื่องบินไปรเวทเจ็ท เพราะที่ผ่านมามีผู้มาขอใช้บริการปีละประมาณ 100 ลำ อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ จึงจำเป็นต้องจัดให้มีการบริการดังกล่าว ส่วนในเรื่องของงบประมาณในการพัฒนา คาดต้องใช้ประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยแนวทางจะใช้งบของ ทอท.ส่วนหนึ่ง และเป็นเงินกู้อีกส่วนหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดว่าจะเป็นสัดส่วนอย่างไร จึงมอบหมายให้ทางผู้บริหารไปดูรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระกับ ทอท. มากนัก โดยขณะนี้มีแบบแปลนไว้แล้ว และขั้นตอนต่อไปคือการส่งเรื่องให้กับทางคณะกรรมการด้านการเงินการลงทุนของ ทอท.จากนั้นก็จะได้เสนอสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป

หุ้นไทยปิดบวก 8.01 จุด ซื้อ-ขาย 1.8 หมื่นล้าน
บริษัทในเครือ ปตท. ติดอัน 4 ใน 5 ของหลักทรัพย์ที่มีการซื้อ-ขายมากที่สุด หลักทรัพย์ที่มีราคาปิดเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 249 หลักทรัพย์ ลดลง 84 หลักทรัพย์ ..ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันศุกร์ที่ 24 เม.ย. ปิดที่ 474.07 จุด เพิ่มขึ้น 8.01 จุด โดยมีปริมาณการซื้อขายทั้งสิ้น 18,584.30 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีราคาปิดเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 249 หลักทรัพย์ ลดลง 84 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 98 หลักทรัพย์สำหรับ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายมากที่สุด ประกอบด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

แทกส์โวยรถเข็นกระเป๋าถูกขโมยปัดไม่ได้ผิดสัญญา
แท็กส์"สู้ ทอท.เตรียมฟ้องผู้บริหารกราวรูด หลัง ทอท.ยกเลิกสัญญารถเข็นกระเป๋าสุวรรณภูมิ ประธานบอร์ด ทอท.ลั่นยอมรับกับผลของคดีความที่จะเกิดขึ้น เตรียมเอาผิดบินไทยด้วยที่ไปจ้างเหมาช่วงงานต่อนายลาดหญ้า อูริยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย แอร์พอร์ตกราวนด์ เซอรวิสเซส จำกัดหรือแทกส์ กล่าววันนี้ (24 เม.ย.) ว่า ระหว่างที่รอหนังสือบอกเลิกสัญญาจัดหารถเข็นอย่างเป็นทางการจากบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท.นั้น ขณะนี้บริษัทได้ให้ที่ปรึกษากฎหมายจากบริษัทเป็นเอกกฎหมายและธุรกิจพิจารณาว่าจะฟ้องร้องต่อศาลอย่างไร? คาดว่าจะฟ้องทั้งคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายและศาลปกครองกับผู้บริหารและคณะกรรมการ (บอร์ด) บางคนที่มีมติให้อนุมัติเลิกสัญญา อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นอาจจะส่งฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อให้คุ้มครองชั่วคราว โดยแทกส์ยังคงให้บริการรถเข็นกระเป๋าในสุวรรณภูมิต่อทั้งนี้เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ที่เข้ามาใช้บริการภายในสนามบินสุวรรณภูมิ?ส่วนสัญญาสัมปทานอื่นๆ ที่มีทำกับทอท.ประมาณ 10-11สัญญานั้นคงไม่กระทบ เพราะเป็นคนละคู่สัญญากันเราต้องการเรียกร้องเพื่อขอความเป็นธรรมในเชิงการขอให้ทอท.ให้โอกาสก่อนบอกเลิกสัญญา ซึ่งทอท.ปฏิเสธที่จะให้แทกส์เข้าชี้แจง? นายลาดหญ้า กล่าว และว่า การบอกเลิกสัญญาของทอท.ส่งผลต่อความมั่นใจของกลุ่มนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนแน่นอน เพราะผู้ถือหุ้นใหญ่ชาวมาเลเซียนั้นเดิมตั้งใจจะมาลงทุนธุรกิจอื่นในประเทศไทยด้วยแต่เมื่อมีเรื่องนี้เกิดขึ้นเขาคงทบทวนใหม่ นายลาดหญ้า กล่าวอีกว่า ทอท.เป็นผู้ก่อตั้งแทกส์ในสัดส่วน 28.5 % มีการชำระทุนค่าหุ้นมาแล้วกว่า 100 ล้านบาทจากวงเงินที่ต้องชำระกว่า 200 ล้านบาท และที่ผ่านมาทอท.รับเงินปันผลจากแทกส์มาแล้วกว่า 400 ล้านบาท ถามว่าในฐานะผู้ถือหุ้นยังไม่พอใจอีกหรือ เรื่องนี้ต้องถามผู้ถือหุ้นทอท.ด้วยว่า เมื่อทอท.บอกเลิกแทกส์จะมีเงินปันผลจากที่ใดอีก เพราะเท่าที่ทราบที่ทอท.ไปถือหุ้นในบริษัทอื่นนั้นส่วนใหญ่มีผลการดำเนินการขาดทุนทั้งสิ้น ด้านนายเชิดศักดิ์ ธีรนันทวาณิช ที่ปรึกษากฎหมาย กล่าวว่า จะต้องตรวจสอบเอกสารบอกเลิกสัญญาว่ามีรายละเอียดอะไรบ้าง เพราะหากทอท.บอกเลิกสัญญาโดยอ้างว่ารถเข็นหายนั้นถือว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีในสัญญาก็จะเป็นประเด็นการต่อสู้ในศาล เพราะผู้รับจ้างหรือแทกส์จะรับผิดชอบทุกอย่างหากเกิดความผิดพลาดเว้นแต่ความผิดเกิดจากผู้ว่าจ้างหรือทอท. เรื่องนี้ทราบดีว่า มีการขโมยรถเข็นในสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของทอท. ทั้งนี้ในส่วนของรถเข็น เมื่อทอท.บอกเลิกสัญญาก่อนครบระยะเวลาถือว่ารถเข็นเป็นสมบัติของแทกส์เพราะยังให้บริการไม่ครบสัญญา7 ปี ขณะที่นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต ประธานบอร์ด ทอท. กล่าวว่า บอร์ดได้พิจารณาข้อกฎหมายอย่างครบถ้วนและพร้อมจะยอมรับกับผลของคดีความที่จะเกิดขึ้นตามมา รวมทั้งเตรียมเอาผิดบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ไปว่าจ้างแทกส์ให้เข้ามาเป็นผู้ให้บริการขนกระเป๋าสัมภาระแทนถือว่าทำผิดเงื่อนไขสัญญากับทอท.ทั้งที่เป็นคู่สัญญากับทอท.เพราะการบินไทยไปจ้างเหมาช่วงงานต่อ นอกจากนี้ก็จะพิจารณาสัญญาอื่นๆที่มีอยู่กับแทกส์ด้วย เชื่อว่าทางแทกส์จะต้องมีการฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม และเมื่อบอร์ดตัดสินใจแล้วก็ยอมรับกับผลที่จะเกิดขึ้นและจะรอผลดูหลังจากที่ทอท.ได้ทำหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการแล้วทางแทกส์จะดำเนินการอย่างไรต่อไปจะมีการฟ้องกราวด์รูดผู้เกี่ยวข้องหรือจะส่งกระทบต่อความสัมพันธภาพระหว่างกันหรือไม่ ก่อนที่จะพิจารณาว่าจะให้มีการถอนหุ้นที่ทอท.ถือหุ้นอยู่ในบริษัทแทกส์28.8 %ส่วนเรื่องการบินไทยที่จ้างแทกส์รับช่วงเหมางานแทนนั้น ประธานบอร์ด ทอท. กล่าวว่า คงต้องหารือกับทางการบินไทยด้วยเพื่อทำความเข้าใจและให้มีความชัดเจนเพื่อไม่ห้เกิดความขัดแย้งหรือไม่เข้าใจระหว่างกัน เพราะทั้งสองหน่วยงานต่างเป็นรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงคมนาคมเช่นเดียวกัน
กมธ.การเงิน สภาฯ ระบุจีดีพีปีนี้อาจติดลบถึง 5%
มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงจุดต่ำสุด พร้อมชี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ปีนี้อาจจะติดลบถึง 5 วอนรัฐบาลระวังการใช้จ่ายงบฯ ประชาชนก็ต้องยึดหลักความประหยัดวันนี้ (24 เม.ย.) นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กรรมาธิการที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยว่า ตนยังค่อนข้างมั่นใจว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยนั้นยังไม่ถึงจุดต่ำสุดอย่างที่หลายฝ่ายออกมาคาดการณ์ เพราะจะเห็นได้จากการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ลดลงไปกว่าเป้าหมายที่มีการคาดเดาไว้ ดังนั้นจึงเป็นผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในปี พ.ศ.2553 น่าจะมีปัญหา เพราะรัฐบาลอาจมีความจำเป็นที่จะต้องตัดลดงบประมาณในส่วนของงบลงทุนลง ซึ่งก็จะทำให้เห็นผลกระทบในลักษณะลูกโซ่มากยิ่งขึ้น ส่วนรายได้ของชาติหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) จะอยู่ที่เท่าใดนั้น กรรมาธิการที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนเกรงว่าตัวเลขจีดีพีอาจจะติดลบถึง 5 ซึ่งตนอยากให้รัฐบาลระมัดระวังการใช้จ่ายเรื่องเงินงบประมาณให้มาก โดยเฉพาะในระยะเวลา 1 - 2 ปีนี้ จะดำเนินการสิ่งใดให้คำนึงถึงเรื่องของผลการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี ส่วนประชาชนก็เช่นเดียวกันต้องยึดหลักความประหยัดและเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่ตั้งในยามที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะทางเศรษฐกิจเช่นนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น