วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ 'วัฒนา อัศวเหม' คดีคลองด่านถึงที่สุด


ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คดีอดีต รมช.มหาดไทย ทุจริตจูงใจ จนท.ที่ดินสมุทรปราการ ออกโฉนดคลองด่านทับที่สาธารณะ เผยหากจับตัว 'วัฒนา' ได้ส่งเข้าเรือนจำทันที..วันนี้ (30 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คดีที่นายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นจำเลย ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้จำคุกนายวัฒนา เป็นเวลา 10 ปี ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 ที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจให้เพื่อให้บุคคลใด มอบให้ซึ่งทรัพย์สิน ด้วยการบังคับซื้อที่ดิน ต.บางเหี้ย (คลองด่าน) อ.บางเหี้ย (บางบ่อ) จ.สมุทรปราการ จากราษฎรหลายราย และข่มขืนใจหรือจูงใจด้วยการบังคับขู่เข็ญ หรือกระทำการโดยวิธีการอื่นใด ให้ข้าราชการสังกัดกรมที่ดินแลกรมการปกครอง ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ในการออกโฉนดที่ดิน 5 แปลงโดยคดีนี้หลังจากที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2551 แล้ว ทนายความของนายวัฒนา ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2551 โดยฝ่ายจำเลยระบุว่ามีพยานบุคคล รวม 17 ปาก เป็นหลักฐานใหม่ ทั้งนี้ เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์แล้วที่ประชุมใหญ่จึงแต่งตั้งองค์คณะผู้พิพากษารวม 5 คน พิจารณาอุทธรณ์เพื่อทำบันทึกความเห็นสรุปสำนวนเสนอที่ประชุมใหญ่ ซึ่งองค์คณะ ฯ พิจารณาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบกับระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองในกรณีมีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยยกขึ้นอ้างไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ที่อาจจะทำให้ข้อเท็จ จริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ และไม่ใช่พยานหลักฐานที่จำเลยไม่รู้ หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าพยานหลักฐานดังกล่าวมีอยู่ ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณาแล้วก็เห็นด้วยกับความเห็นสรุปสำนวนองค์คณะ ฯ ซึ่งพิจารณา 3 ประเด็น 1. พยานหลักฐานประเด็นว่า การออกโฉนดที่ดิน ชอบด้วยระเบียบและกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยอ้างนายไพฑูรย์ สุนทรวิภาค อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ปี 2533-2547 นายวีระ รอดเรือง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการปี 2537-2542? นายวิเชียร รัตนพีระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมที่ดิน? พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายกำธร จันทรแสง อดีตรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี? นายประพันธ์ ชลวีระวงศ์ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทร ปราการ นางอุบล เอื้อศรี อดีตปลัดจังหวัดสมุทรปราการ? นายสมมาตร ดลมินทร์ อดีตเจ้าพนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ? นายคมชิต วิชญะเดชา อดีตเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ ม.ล.พีพล นพวงศ์ อดีตนายอำเภอบางบ่อปี 2535-36 เป็นพยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2531 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้กับราษฎรบริเวรที่ดินพิพาทดังกล่าว ซึ่ง จ.สมุทรปราการ ได้แจ้งให้สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการทราบและปฏิบัติตามมติ ครม. อย่างเคร่งครัด และมีการออกโฉนดให้กับรายอื่นหลายรายโดยไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องหรือโต้แย้ง ของราษฎรในพื้นที่แต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้รับการยืนยันจากคณะกรรมการป้องกันและหยุดยั้งการบุกรุก ที่ดินป่าชายเลน ที่ทำการตรวจสอบที่ดินแล้วว่า ไม่มีการบุกรุกและที่ดินไม่มีสภาพเป็นทางสาธารณะ 2. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า จำเลยข่มขืนใจหรือจูงใจ ให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและเจ้าพนักงานสำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดินโยมิชอบด้วยระเบียบหรือกฎหมายหรือไม่ จำเลยอ้างนายสุทัศน์ ธรรมรักคิด ซึ่งอ้างว่า เป็นผู้ติดต่อใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี? นายจำเนียร ปานพุ่มชื่น นายอำเภอบางบ่อในช่วงเกิดเหตุ? นายสมบัติ เลาประเสริฐ สารวัตรกำนัน ต.คลองด่านในช่วงเกิดเหตุ? นายวีระวงศ์ สุวรรณวานิช เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการสาขาบางพลี ในช่วงเกิดเหตุ? นายบุญเชิด คิดเห็น สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการสาขาบางพลี? นายวีระ รอดเรือง? ท่านเจ้าคุณพิพิธธรรมสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ และ พล.ต.ชิณเสน ทองโกมล เป็นพยาน นำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อยืนยันว่าจำเลยไม่เคยข่มขู่เจ้าหน้าที่ รวมทั้งนายไพศาล กาญจนประพันธ์ และนายสมชัย แตงน้อย แต่อย่างใดในการรังวัดโฉนดที่ดิน และฝ่ายรังวัดก็ไม่ได้แจ้งขัดข้องในการออกโฉนดว่าทับที่สาธารณะ รวมทั้งประเด็นการมอบพระเครื่องผงสุพรรณ เพื่อจูงใจเจ้าพนักงานในการออกโฉนดที่ ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เห็นว่า พยานหลายปาก ไม่เคยมาเบิกความต่อศาล ขณะที่เรื่องมติครม. ไม่ใช่พยานหลักฐานที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง และไม่ใช่พยานหลักฐานที่จำเลยไม่รู้ถึงความีอยู่องพยานหลักฐานนั้น3. พยานหลักฐานในประเด็นว่า การที่จำเลยใช้อำนาจข่มขืนใจหรือจูงใจให้เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการสาขาบางพลี และ เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองออกโฉนดให้โดยมิชอบนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยตำแหน่ง อันเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 หรือไม่ จำเลยพล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม.? นายกำธร จันทรแสง อดีตรองเลขาธิการครม.เป็นพยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่าจำเลย ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษกับกรมที่ดินเพราะจำเลย ไม่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกรมที่ดินโดยตรง การแต่งตั้งเสนอข้าราชการที่จะนำเข้าสู่ ครม.จะเป็นการพิจารณาแต่งตั้งระดับ 10 ขึ้นไป และการแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือ เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เป็นอำนาจของกรมที่ดินโดยตรงที่ ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา พิจาณาแล้วเห็นว่าพยานดังกล่าว ไม่ใช่หลักฐานที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปซึ่ง ข้อเท็จจริงรับกันว่าในช่วงเกิดเหตุจำเลยไม่ได้รับมอบหมายให้มีอำนาจการสั่ง อนุญาต อนุมัติ การปฏิบัติหน้าที่ราชการเกี่ยวกับกรมที่ดิน แต่ที่ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งของจำเลยเนื่องจากเห็นว่า จำเลยมีอำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2534? พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 และมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 ก.ย. 2515 มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุม ครม.เพื่อมีข้อเสนอแนะให้ความเห็นและมีมติในกิจการ งานกรมหรือกระทรวงอื่นรวมทั้งมีสิทธิ์แสดงความเห็นและการมีมติแต่งตั้ง ข้าราชการระดับ 10 และ 11 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยประเด็นโดยอาศัยข้อกฎหมายดังนั้นข้ออ้างทางปฏิบัติของ จำเลยจึงไม่ใช่พยานหลักฐานที่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญที่ ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจึงมีมติว่า อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อ ไม่เข้าตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบกับระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองในกรณีมีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธณ์ของจำเลยไว้พิจารณาผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์นายวัฒนา แล้ว ได้นำลงประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา และสำหรับนายวัฒนา ขณะนี้อยู่ระหว่างการหลบหนีคดีโดยศาลฎีกาฯ ได้ออกหมายจับเพื่อให้ติดตามตัวมารับโทษแล้ว และเมื่อประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์จึงทำให้คดีถึงที่สุด หากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวนายวัฒนา ได้ก็จะถูกนำตัวคุมขังที่เรือนจำทันทีตามโทษที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาลงโทษจำคุก 10 ปี อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวมีอายุความ 15 ปีที่จะติดตามตัวนายวัฒนา มารับโทษ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น