วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

'โสภณ' นัดถกบอร์ดเจ้าจำปี ยกเครื่องบินไทยใหม่

ระบุสิ่งแรกที่บอร์ด การบินไทยต้องเร่งปรับปรุง คือ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกฝ่าย หาสาเหตุที่ทำรายได้น้อย ว่าเกิดจากระบบการทำงานหรือผู้บริหาร.. วันนี้ (27 เม.ย.) นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 เม.ย. นี้ ทางบอร์ดการบินไทยจะเข้าพบเพื่อรับนโยบาย โดยนโยบายเร่งด่วนที่จะให้ดำเนินการคือ เร่งหารายได้ ลดรายจ่าย ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กนร.) อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่บอร์ด การบินไทยต้องเร่งปรับปรุง คือ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายการพาณิชย์ ฝ่ายช่าง ฝ่ายครัวการบิน รวมทั้งฝ่ายปฏิบัติการบิน แม้บางฝ่ายจะมีความสามารถในการสร้างรายได้ แต่ตนเห็นว่าโดยศักยภาพของการบินไทยน่าจะทำรายได้เพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ ได้อีกมากนายโสภณ กล่าวต่อว่า บอร์ดการบินไทยต้องพิจารณาว่าสาเหตุที่ทำรายได้น้อยหรือเกิดการรั่วไหลนั้น เกิดจากระบบการทำงานหรือผู้บริหารที่รับผิดชอบ และต้องนำบุคคลที่มีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งงานนั้นๆให้เป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละสายงาน นอกจากนี้ ให้ฝ่ายบริหารแยกการทำงาน ระหว่างฝ่ายการเมือง บอร์ดการบินไทย และฝ่ายบริหารการบินไทย ให้แยกออกจากกัน ไม่มีการก้าวก่ายกัน เพื่อให้เกิดอิสระในการทำงาน และเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นจะได้มีการตรวจสอบได้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นมาจากส่วนไหน และเพื่อป้องกันไม่ให้ทุกฝ่ายกล่าวโทษความผิดระหว่างกัน ส่วนการแต่งตั้งผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ประธานบอร์ดการบินไทยนั้น ตนเห็นว่าคุณสมบัติของประธานบอร์ด การบินไทยคนใหม่จะต้องมีความสามารถในการประสานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ และต้องเป็นบุคคลที่พนักงานให้การยอมรับ
'กอร์ปศักดิ์' แจงตัดงบช่วยรากหญ้าทิ้ง
แต่ขณะนี้รัฐไม่มีเงิน ไม่สามารถกู้เงินได้มากนักเพราะติดเพดานตาม กม.ก่อหนี้สาธารณะ จึงต้องตัดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็น ยันเมื่อมาตรการกระตุ้น ศก.เดินหน้าไปได้ด้วยดี รบ.มีรายได้มากกว่าเป้า พร้อมที่จะจัดทำงบประมาณรายจ่ายกลางปี 2553 เพิ่มเติมให้ ...วันนี้ (27 เม.ย.) นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ส่วนราชการจำนวนมากออกมาเรียกร้องว่าถูกตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่ต้องการตัดงบประมาณของส่วนราชการใด แต่ขณะนี้รัฐบาลไม่มีเงิน และไม่สามารถกู้เงินได้มากนักเพราะติดเพดานตาม กฎหมายก่อหนี้สาธารณะ จึงต้องตัดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็น และยืนยันว่าเมื่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ด้วยดี จนทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นและรัฐบาลมีรายได้มากกว่าเป้าหมาย ก็พร้อมที่จะจัดทำงบประมาณรายจ่ายกลางปี 2553 เพิ่มเติมให้อย่างไรก็ตาม รองนายกฯ กล่าวเพิ่มว่า สำนักงบประมาณอยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดวงเงินงบประมาณของแต่ละ ส่วนราชการที่เสนอขอมา โดยยืนยันว่าแม้จะมีเงินงบประมาณที่จำกัด แต่ยังมีเงินนอกงบประมาณอีกจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังมีงบลงทุนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 วงเงิน 1.56 ล้านล้านบาท ในอีก 3 ปี ข้างหน้า ที่ส่วนราชการเสนอขอใช้งบประมาณในส่วนนี้ได้ส่วนโครงการต้นกล้าอาชีพ ที่แต่เดิมตั้งเป้าหมายจะของบประมาณในปี 2553 จำนวน 7,000 ล้านบาท เพื่อฝึกอบรมแรงงานอีก 260,000 คน นั้นคาดว่าต้องปรับลดลงเช่นกัน ส่วนจะลดลงเท่าใดต้องพิจารณาให้ชัดเจนอีกครั้ง เนื่องจากเงินงบประมาณเดิมยังมีอยู่ และยังไม่ได้ใช้ตามเป้าหมายเนื่องจากมีแรงงานเข้ามารับการฝึกอบรมต่ำกว่าเป้าหมายนายกอร์ปศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ด้านการตัดงบโครงการชุมชนพอเพียงในปี งบประมาณ 2553 ลงจำนวน 30,000 ล้านบาท ทั้งที่เป็นโครงการที่นำเงินลงถึงชุมชนโดยตรง เพราะเห็นว่า ช่วงที่รัฐบาลได้จัดงบกลางปี 2552 ในวงเงิน 116,700 ล้านบาทนั้น ได้จัดสรรเพิ่มวงเงินให้กับโครงการชุมชนพอเพียงถึงเท่าตัวไปแล้ว จนทำให้เงินที่โครงการชุมชนพอเพียงได้รับในขณะนี้มากในลักษณะตกท้องช้าง จนชาวบ้านอาจคิดโครงการเข้ามารองรับไม่ทัน ตามวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ที่ต้องคิดหรือเอาปัญญามาแลกเงินไป และเชื่อว่าจนถึงต้นปีงบประมาณ 2553 คือ เดือนระหว่างต.ค.-ธ.ค.2552 ยังมีเงินในปีงบประมาณ 2552 ค้างอยู่และสามารถนำมาใช้ได้ต่อเนื่อง จากนั้นช่วงต้นปี 2553 ก็ต้องทำการประเมินว่าโครงการที่ทำไปแล้วได้ผลอย่างไร และถ้าหากสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้นรัฐบาลก็จะจัดงบกลางปี 2553 เพื่อให้โครงการนี้เดินได้ต่อไป แต่หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นก็แล้วไป
ตั้งด่านกักกันหวัดหมู 3 สนามบิน กทม.-เชียงใหม่-ภูเก็ต
ที่สุวรรณภูมิตั้งกล้องเทอร์โมสแกนเนอร์ 3 จุด พร้อมบุคลากร 20 คน คาดการณ์ไข้หวัดใหญ่ระบาดหนักทั่วโลกเสี่ยงเสียชีวิตกว่า 140 ล้านคน ..วันนี้ (27 เม.ย.) นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ท่าอากาศยานร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายจำนวน 3 เครื่อง ที่บริเวณทางเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง 3 จุด คือ ด่านตรวจคนเจ้าเมืองด้านตะวันออก ด่านตรวจคนเข้าเมืองด้านตะวันตก และด่านตรวจคนเข้าเมืองสำหรับนักบิน และลูกเรือเครื่องบินโดยสาร โดยการทำงานจะเป็นใช้กล้องวิดีโอต่อกับเครื่องวัดอุณหภูมิวัดความความร้อนจากร่างกายนักท่องเที่ยวและผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หากพบว่าผู้ที่เดินทางเข้ามาผ่านเครื่องตรวจอุณหภูมิหากเกิน 36 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะมีสัญญาณไฟแดง หากผู้เข้าเมืองคนใดมีอุณหภูมิสูงเกิน จะมีแพทย์เชิญตัวแยกออกมาสอบถามประวัติ อาการป่วย หลังจากนั้นจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ว่า จะดำเนินการอย่างไร อาจจะนำตัวส่งโรงพยาบาลบำราศนาดูรเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด เครื่องตรวจอุณหภูมิสามารถตรวจได้อย่างรวดเร็วและตรวจได้ทีละหลายคน ซึ่งถือว่าทั้ง 3 เครื่องพอเพียงต่อจำนวนคนที่เดินทางเข้ามาผอ.สนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวเพิ่มว่า ขณะนี้สายการบินที่บินตรงจากเม็กซิโก ไม่มีเที่ยวบินมายังประเทศไทย มีเพียงผู้โดยสารที่อาจจะต่อเครื่องที่เมืองต่างๆ โดยในวันนี้มี 8 เที่ยวบินที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะเป็นเที่ยวบินที่มาจากเมืองโตเกียว ปารีส ลอนดอน แฟรงก์เฟิร์ต ชิคาโก ดูไบ เท็กซัส และแอลเอ ซึ่งเป็น 8 เมืองใหญ่ที่มีการเปลี่ยนเครื่องมาจากประเทศเม็กซิโก ผู้โดยสารจาก 8 เที่ยวบินเฝ้าระวังและผู้โดยสารอื่นที่เดินผ่านเครื่องเทอร์โมสแกน หรือเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายแล้วมีสัญญาณ จะได้รับบัตรเฮลท์ บีแวร์ การ์ด หรือบัตรคำเตือนสุขภาพ เพื่อคำแนะนำให้สังเกตอาการของตนเองภายใน 14 วัน หากมีอาการปวดหัว ตัวร้อนครั่นเนื้อครั่นตัว ควรรีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการเดินทางในต่างประเทศ โดยในบัตรเฮลท์ บีแวร์ การ์ดจะมีหมายเลขโทรศัพท์ 02-590-3333 ซึ่งเป็นเบอร์ของกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขแจ้งอยู่อย่างไรก็ตาม นายเสรีรัตน์ กล่าวยืนยันว่า สำหรับวันแรกของการใช้เครื่องเทอร์โมสแกน หรือเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกาย เริ่มใช้ตั้งแต่ 09.00 น.วันนี้ จนขณะนี้ยังไม่พบผู้โดยสารที่มีอาการไข้ใน 8 เที่ยวบิน มีผู้โดยสารเดินทางเข้ามา 2-3 พันคน และตามปกติจะมีเที่ยวบินขาเข้าและออกต่างประเทศรวม 500 เที่ยวและเที่ยวบินในประเทศ 200 เที่ยว โดยรวมมีผู้โดยสารขาเข้า 38,000 คน ขาออก 40,000 คน ทุกประเทศต้องทำการเฝ้าระวัง ตรวจสอบการเข้าออกของประชาชนอย่างเข้มงวดวันเดียวกัน เมื่อเวลา 14.30 น. นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.ไพจิตร์ วธาทิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ฐานะ ประธานศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอุบัติใหม่ สธ. และนพ. ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เดินทางมาตรวจความพร้อมของระบบเทอร์โมสแกนประจำด่านกักกันโรค และแจกบัตรเตือนสุขภาพให้แก่นักท่องเที่ยวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จากนั้น นายวิทยา กล่าวยืนยันว่า สธ. มีความพร้อมรับมือกับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดที่เม็กซิโกหรือ ที่เรียกกันก่อนหน้านี้ว่าไข้หวัดหมู ไม่ให้แพร่ระบาดเข้าสู่ไทย โดยจะมีการติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ ที่สนามบินนานาชาติจังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ และสุวรรณภูมิ เพื่อคัดกรองผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงรมว.สธ. กล่าวด้วยว่า ขณะนี้คงต้องรอองค์การอนามัยโลกส่งสัญญาณในอีก 40 ชั่วโมงข้างหน้าว่าจะยกระดับการเฝ้าระวังจากการระบาดระดับ 3 เป็นระดับ 4 ซึ่งเป็นการเตือนภัยระดับการระบาดใหญ่หรือไม่ แต่ในส่วนของประเทศไทยได้เตรียมพร้อม สร้างรั้วป้องกันแม้ว่าการระบาดจะยังมาไม่ถึงประเทศไทย โดยกรมควบคุมโรคได้ติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกนเนอร์ ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ที่ผ่านด่านสนามบินสุวรรณภูมิให้เพียงพอ รวมทั้งสนามบินนานาชาติทั่วประเทศ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวไม่ได้แพร่ จากหมูสู่คน แต่เป็นการแพร่จากคนสู่คน ดังนั้นขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้อย่างดีเยี่ยมนายวิทยา ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกนเนอร์ บริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า ในเบื้องต้นจะคัดกรองผู้โดยสารเฉพาะเที่ยวบินที่บินตรงมาจากประเทศที่มีรายงานการระบาดและต้องเฝ้าระวัง เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา โดยเครื่องสามารถทำงานได้ในระยะ 3 เมตรขึ้นไป และตรวจผู้โดยสารได้ทุกคน ขณะนี้เฉพาะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีทั้งหมด 7 เครื่อง พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำการ 20 คน หากพบจะแยกผู้โดยสารรายที่มีไข้ออกมาตรวจอย่างละเอียด และให้การดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไปนอกจากนี้ รมว.สธ. กล่าวเพิ่มว่า กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำคำเตือนสุขภาพ (Health Beware Card) สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งจะใช้เป็นเวลา 14 วัน โดยระหว่างนี้หากมีอาการของไข้หวัด เช่น มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อร่างกายสามารถไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพได้ โดยผู้โดยสารจะต้องแจ้งประวัติการเดินทางไปต่างประเทศด้วย โดยจัดพิมพ์เป็น 2 ภาษาคือ ไทย-อังกฤษ แจกให้ผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าโรคนี้ไม่เกี่ยวกับหมู เป็นการแพร่ระบาดระหว่างคนสู่คน ทางวิชาการจึงเรียกโรคนี้ว่า ไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโก ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะแจ้งให้ทุกหน่วยงาน ทั้งในและนอกสังกัดทราบ เพื่อให้ข้อมูลประชาชนรับทราบเป็นทิศทางเดียวกันและไม่เกิดความสับสนศ. เกียรติคุณ นายแพทย์ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวว่า เมื่อเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ของโลกที่ผ่านมาจะพบผู้ป่วย 10-40% ของประชากร โดยการระบาดจะเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ประมาณ 1-2 เดือน และจะกระจายทั่วโลก ภายในเวลา 6-8 เดือน ส่งผลให้การรักษาพยาบาลไม่เพียงพอเกิดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ถ้าระบาดไม่รุนแรงจะมีผู้ป่วยเสียชีวิตทั่วโลก 1.4 ล้านคน ถ้ารุนแรง จะมีผู้เสียชีวิต 142.2 ล้านคน ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานครั้งใหญ่ต่อภาคธุรกิจปธ.มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวด้วยว่า ได้ประมาณว่า หากมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในรอบ 30-40 ปีที่คาดการณ์ว่าจะมีการระบาดเกิดขึ้น นับจากปี 2511 สำหรับประเทศไทย มีการคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่เป็น 2 ระดับ คือ คาดการณ์ขั้นต่ำ หากเกิดการระบาดจะมีผู้ป่วยอย่างน้อย 6.5 ล้านคน เสียชีวิต 65,000 -650,000 คน คาดการณ์ขั้นสูงคือมีผู้ป่วย 26 ล้านคน เสียชีวิต 260,000 -2.6 ล้านคน โดยในแต่ละปีประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ประมาณ 700,000 ? 900,000 คน
.แรงงานเล็งเปิดลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวอีกรอบ
คาดจะมีมาลงทะเบียนประมาณ 7 แสนคน เพราะมีผู้ประกอบการร้องเรียนว่ามีหลายอาชีพที่คนไทยไม่ยอมทำ จึงมีความจำเป็นต้องใช้คนต่างด้าว..วันนี้ (27 เม.ย.) นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (กบร.) ที่มี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กบร.เห็นชอบให้แรงงานต่างด้าวที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยสามารถมาจดขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฏหมายได้ แต่จะอนุญาตให้ทำงานอยู่ในประเทศไทยได้ถึงเดือน ก.พ. 2553 เท่ากับคนต่างด้าวที่เคยมาลงทะเบียนในรอบก่อนที่มีจำนวน 400,000 คนนายไพฑูรย์ กล่าวต่อว่า รอบใหม่นี้คาดว่าจะมีผู้มาลงทะเบียนประมาณ 700,000 คน ซึ่งคนเหล่านี้ทำงานอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว และมีผู้ประกอบการร้องเรียนว่ามีหลายอาชีพที่คนไทยไม่ยอมทำ จึงมีความจำเป็นต้องใช้คนต่างด้าว และเพื่อให้แน่ใจในการลงทุนจึงต้องให้สถานประกอบการและนายจ้างรับรองและระบุอาชีพ ถ้าหากเปลี่ยนนายจ้างใหม่ใบอนุญาตก็จะหมดทันที ขณะเดียวกันเพื่อป้องกันไม่ให้มีแรงงานต่างด้าวทะลักเข้ามาในประเทศในช่วงที่เปิดให้จดทะเบียน จึงกำหนดว่าเมื่อเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว มีผลอนุมัติจะให้เวลาเพียงเดือนเดียวในการจดทะเบียน ในระหว่างนั้นจะให้ด่านชายแดนสะกัดการเดินทางของคนต่างด้าวมาในประเทศไทยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวอีกว่า ส่วนผู้ที่ได้ลงทะเบียน พอทำงานจนถึงเดือน ก.พ. 2553 จะต้องทำการพิสูจน์สัญชาติให้ได้ เพื่อไม่ให้มีปัญหาเวลาส่งกลับประเทศ แล้วจึงจะให้ทำงานในประเทศไทยต่ออีก 2 ปีแล้วผลักดันกลับ แต่ถ้าหากในช่วงนั้นประเทศไทยยังมีความจำเป็นให้คนต่างด้าวทำงานต่อ ทางรัฐบาลคงต้องมาดูอีกทีว่าจะเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวคนใหม่เข้ามาหรือ ให้คนเก่าทำงานต่อ ส่วนผู้ที่พิสูจน์สัญชาติไม่ได้ก็จะผลักดันออกนอกประเทศทันที

ทุนสำรองทางการวิกฤติลดลง 3.3 ล้านบาท
ธปท.เผยทุนสำรองทางการ2สัปดาห์ช่วงวิกฤติการเมืองสงกรานต์เดือดลด 33,845.35 ล้านบาท ไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเงินจะเข้าหรือออก ได้รับผลจากวิกฤติการเงินโลกป่วนมากกว่า ..ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (27 เม.ย.) ว่า จากการรายงานตัวเลขฐานะทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ช่วงการเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ระหว่างวันสงกรานต์ที่ 8-15 เม.ย.? ทุนสำรองทางการของประเทศได้ปรับตัวลดลง ตามภาวะความไม่เชื่อมั่น ทั้งนี้ ธปท.ประกาศตัวเลขทุนสำรองทางการะหว่างประเทศล่าสุด ณ วันที่ 17 เม.ย. มีทั้งสิ้น 115,713.67 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 953.39 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 33,845.35 ล้านบาท (35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) เมื่อเทียบกับวันที่ 3 เม.ย. ซึ่งเป็นสัปดาห์ก่อนหน้าที่จะเกิดสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง ที่ตัวเลขทุนสำรองทางการระหว่างประเทศอยู่ที่ 116,667.06 ล้านเหรียญสหรัฐฯทั้งนี้ นางดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวถึง แนวโน้มการเคลื่อนย้ายเงินทุนในช่วงต่อไปว่า ถึงแม้ว่าในเรื่องความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศจะได้รับผลกระทบจาก ปัญหาภายในประเทศบ้าง แต่การเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างประเทศออกไปนั้น เกิดขึ้นจากผลของวิกฤตเศรษฐกิจในต่างประเทศ ซึ่งในส่วนของไทยไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้นประเทศไทยน่าจะได้รับผลจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกไปไม่มาก ขณะเดียวกัน ในขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกไม่ดี การนำเงินมาลงทุนใหม่ในประเทศไทยของนักลงทุนต่างชาติก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมาก เช่นกัน ดังนั้น แนวโน้มในช่วงต่อไป การไหลเข้าและออกของเงินต่างประเทศคงไม่ผันผวนมากนัก

ปธ.บอร์ดทอท.สั่ง'เสรีรัตน์'เร่งแก้ปัญหารายได้หด

หลังทอท.ได้ปรับลดค่าใช้จ่ายไปแล้วกว่า 2 พันล้านบาท เล็งลดค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกในอนาคต หลังที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์การปิดสนามบิน-ความวุ่นวายในประเทศ ทำกำไรทอท.ทรุดนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต ประธานกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าววันนี้ (27 เม.ย.) ว่า จากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เหตุการณ์ความวุ่นวายภายในประเทศ และการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของทอท.ที่ลดลง ขณะที่รายจ่ายคงที่ ซึ่งคณะกรรมการ ทอท. เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นและได้กำชับผู้บริหาร ทอท. โดยเฉพาะนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ในเร็วๆนี้ จะต้องเข้ามาบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว"หาก ทอท.ไม่รีบแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เกรงว่าจะมีปัญหากับผลกำไรของทอท. หรืออาจขาดทุน ดังนั้นจะต้องเร่งแก้ไข ซึ่งผมจะไม่ยอมให้ทอท.ขาดทุนจากการบริหารจัดการแน่นอน ส่วนหลักการในการแก้ไข คือ ต้องลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ ซึ่งการเพิ่มรายได้ในช่วงนี้ค่อนข้างลำบาก ดังนั้นการลดค่าใช้จ่ายจึงมีความสำคัญมาก โดยขณะนี้ ทอท.ได้ปรับลดค่าใช้จ่ายแล้วกว่า 2 พันล้านบาท และยังคงต้องพยายามลดค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกในอนาคต" นายปิยะพันธ์ กล่าว และว่า ส่วนค่าใช้จ่ายบางรายการที่เกิดจากการให้ความช่วยเหลือธุรกิจการบิน เช่น การลดค่าธรรมเนียมการขึ้นลงอากาศยาน ค่าธรรมเนียมการจอดอากาศยาน และลดค่าเช่าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้าเชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยาน รวมเป็นเงินประมาณ 1 พันล้านบาทนั้น ทอท. ยังถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องยอมเสีย ไม่ทำก็ไม่ได้ เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวมนายปิยะพันธ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้น ทอท.ยังต้องแก้ปัญหาที่จะกระทบต่อผลประกอบการด้านอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทอท.มีหนี้จากการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นเงินสกุลเยน ช่วงที่ผ่านมาเงินสกุลเยนสูงขึ้นมาก ทำให้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งคณะกรรมการ ทอท.ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำแผนลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว คาดว่าผลของการแก้ปัญหาดังกล่าวจะเริ่มส่งผลดีภายในปีงบประมาณนี้สำหรับผลประกอบการของทอท. ในไตรมาส 1 (ต.ค.-ธ.ค.51) มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 5,399.95 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวม 4,310.73 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน 1,089.22 ล้านบาท ลดลง 61.56 ล้านบาท หรือ 5.35% เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานของไตรมาสที่ 1 ปี 2551 แต่เมื่อรวมขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 2,340.51 ล้านบาท ดอกเบี้ยจ่าย 638.90 ล้านบาท รายได้อื่น 188.95 ล้านบาท ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย จำนวน 4.76 ล้านบาท และหักขาดทุนสุทธิของส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยจำนวน 17.17 ล้านบาทแล้ว คงเหลือขาดทุนสุทธิ 1,679.30 ล้านบาท เปลี่ยนแปลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีกำไรสุทธิจำนวน 339.48 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 2,018.78 ล้านบาท หรือลดลง 594.67% ส่วนสาเหตุหลักของการลดลงของผลประกอบการ เกิดจากไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ทอท.มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 2,340.51 ล้านบาท เปลี่ยนแปลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 47.26 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 2,387.77 ล้านบาท ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของปีนี้เปลี่ยนแปลงเกิน 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น