จำนวน 30 หมู่บ้าน กำหนดให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในวโรกาส ทรงมีพระชนมายุครบ 84 พรรษาในปี 2553...ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 เม.ย.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทค โนโลยี นำคณะผู้บริหารกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และนักวิชาการ ลงพื้นที่ จ.กระบี่ ตรวจเยี่ยมชุมชนพอเพียงหมู่บ้านเกาะกลาง ต.คลองประสงค์ อ.เมือง จ.กระบี่ ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เตรียมจัดตั้งเป็นหมู่บ้านต้น? แบบหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาส?????????? ทรงมีพระชนมายุครบ 84 พรรษาในปี 2553 มีรายงานว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ คุณหญิงกัลยาคณะได้เดินทางไปเยี่ยมชุมชน ที่ได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียน? รู้ชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นชุมชนต้นแบบอุตสาหกรรมข้าวชุมชนแบบไร้ของเสีย คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะยกย่อง หมู่บ้านเกาะกลางเป็นหมู่บ้านต้นแบบและแม่ข่ายหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ฯ เฉลิมพระเกียรติ เนื่องจากชุมชนดังกล่าว เป็นชุมชนเข้มแข็งมีกลุ่มอาชีพต่างๆที่หลาก หลาย ที่สำคัญหมู่บ้านเกาะกลางถือเป็นหมู่บ้านแรกในภาคใต้ตอนล่าง ที่กลับมาพลิกฟื้นผืนนาที่เคยทิ้งร้าง เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย เพราะมีน้ำทะเลล้อมรอบ ให้กลับมาสามารถปลูกข้าวพันธุ์พืชเมืองได้อีกครั้ง และสามารถนำเป็นสินค้าส่งออกของท้องถิ่น รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าวต่อว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ นำนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยในกระบวน การผลิตโดยเฉพาะในภาคเกษตรให้ปลอดสารพิษในทุกกระบวนการ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิตเพื่อให้หมู่บ้านพึ่งตัวเองได้และสามารถสร้างงาน สร้างเงินและสร้างคุณภาพชีวิตจากวิถีพอเพียง ที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวทาง เพื่อสู้กับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น โดยหมู่บ้านวิทยาศาสตร์จะเห็นผลใน 6-8 เดือนนี้ สำหรับงบประมาณที่จะให้หมู่บ้านเกาะกลางบริหารชุมชนเป็นเงิน 3.5 ล้านบาทคุณหญิงกัลยา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะขยายหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ฯเฉลิมพระเกียรติไปทั่วประเทศ ประมาณ 30 หมู่บ้าน โดยใช้ระยะเวลาให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งแต่ละหมู่บ้านที่คัดเลือกจะมีรูปแบบและศักยภาพที่แตกต่างกัน แต่จะมีหลักการเดียวกันคือ ต้องมีวิถีชีวิตแบบพอเพียง โดยกระทรวง มหาดไทยจะเข้ามาช่วย โดยจะแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นมาเป็นผู้บริหารวิทยาศาสตร์อาวุโสและเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในหมู่บ้าน จำนวน 30 หมู่บ้าน กำหนดให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในวโรกาส ทรงมีพระชนมายุครบ 84 พรรษาในปี 2553...ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 เม.ย.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทค โนโลยี นำคณะผู้บริหารกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และนักวิชาการ ลงพื้นที่ จ.กระบี่ ตรวจเยี่ยมชุมชนพอเพียงหมู่บ้านเกาะกลาง ต.คลองประสงค์ อ.เมือง จ.กระบี่ ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เตรียมจัดตั้งเป็นหมู่บ้านต้น? แบบหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาส?????????? ทรงมีพระชนมายุครบ 84 พรรษาในปี 2553 มีรายงานว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ คุณหญิงกัลยาคณะได้เดินทางไปเยี่ยมชุมชน ที่ได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียน? รู้ชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นชุมชนต้นแบบอุตสาหกรรมข้าวชุมชนแบบไร้ของเสีย คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะยกย่อง หมู่บ้านเกาะกลางเป็นหมู่บ้านต้นแบบและแม่ข่ายหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ฯ เฉลิมพระเกียรติ เนื่องจากชุมชนดังกล่าว เป็นชุมชนเข้มแข็งมีกลุ่มอาชีพต่างๆที่หลาก หลาย ที่สำคัญหมู่บ้านเกาะกลางถือเป็นหมู่บ้านแรกในภาคใต้ตอนล่าง ที่กลับมาพลิกฟื้นผืนนาที่เคยทิ้งร้าง เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย เพราะมีน้ำทะเลล้อมรอบ ให้กลับมาสามารถปลูกข้าวพันธุ์พืชเมืองได้อีกครั้ง และสามารถนำเป็นสินค้าส่งออกของท้องถิ่น รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าวต่อว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ นำนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยในกระบวน การผลิตโดยเฉพาะในภาคเกษตรให้ปลอดสารพิษในทุกกระบวนการ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิตเพื่อให้หมู่บ้านพึ่งตัวเองได้และสามารถสร้างงาน สร้างเงินและสร้างคุณภาพชีวิตจากวิถีพอเพียง ที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวทาง เพื่อสู้กับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น โดยหมู่บ้านวิทยาศาสตร์จะเห็นผลใน 6-8 เดือนนี้ สำหรับงบประมาณที่จะให้หมู่บ้านเกาะกลางบริหารชุมชนเป็นเงิน 3.5 ล้านบาทคุณหญิงกัลยา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะขยายหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ฯเฉลิมพระเกียรติไปทั่วประเทศ ประมาณ 30 หมู่บ้าน โดยใช้ระยะเวลาให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งแต่ละหมู่บ้านที่คัดเลือกจะมีรูปแบบและศักยภาพที่แตกต่างกัน แต่จะมีหลักการเดียวกันคือ ต้องมีวิถีชีวิตแบบพอเพียง โดยกระทรวง มหาดไทยจะเข้ามาช่วย โดยจะแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นมาเป็นผู้บริหารวิทยาศาสตร์อาวุโสและเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในหมู่บ้าน
เจาะใจผู้บริหารเกาหลีแห่งเว็บ Mthai- YEN ta 4เผยปีนี้ตั้งเป้าโตไม่น้อยกว่า 30% แม้เศรษฐกิจจะแย่ ระบุฐานลูกค้า Mthai และ Yenta4 เป็นคนละกลุ่ม ชี้แนวโน้มเว็บไซต์ในอนาคตยังคงเป็นเว็บ 2.0 อยู่ รับการปิดYouTube เมื่อ2เดือนก่อนของไอซีทีทำให้ วีดีโอ Mthai โตขึ้นมาก... สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่กำลังร้อนระอุ ส่งผลให้ประชาชนมีความต้องการบริโภคข่าวสารที่ทันเหตุการณ์และสำคัญอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เว็บไซต์จึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถตอบสนองความต้องการแก่ผู้บริโภคข่าวสาร ที่ชื่นชอบความรวดเร็วและนิยมใช้งานอินเทอร์เน็ตวันนี้ IT Exclusive
ve จึงพามารู้จักกับ ?ซัง โด ลี? ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมโนเทคโนโลยี จำกัด ผู้ให้บริการเว็บไซต์ Mthai เว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จและให้บริการมานานถึง 10 ปี อีกทั้งยังเป็นเจ้าของเว็บไซต์ Yenta4 และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ผู้สนใจสามารถติดตามได้ ณ บัดนี้...IT Digest : จุดเริ่มต้นของบริษัทโมโนเทค จำกัด?ซัง โด ลี : โมโนเทคเริ่มมาประมาณ 6 ปีที่แล้ว ทำธุรกิจ 3 เรื่อง คือ 1.โมบายคอนเทนต์? 2.เว็บไซต์ Mthai และ Yenta4 และ 3.ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มี เว็บไซต์ mono2U แต่ว่าที่เริ่มต้นเลยจริงๆ เริ่มจากการทำเว็บไซต์ก่อน บริษัทมีเว็บไซต์ที่เราเคยดำเนินการชื่อ monotone.com ขณะนี้ monotone ได้ปิดตัวเองไปแล้ว แต่ฐานลูกค้าที่เคยใช้เว็บไซต์ monotone จะเป็นฐานที่ขณะนี้ใช้เว็บไซต์ Yenta4 อยู่ ส่วนเว็บไซต์ Mthai บริษัทได้ซื้อกิจการมาเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วIT Digest : ทำไมถึงปิดเว็บไซต์ monotone?ซัง โด ลี : โมเดลของเว็บไซต์ monotone เป็นโมเดลที่เปิดให้ผู้ใช้งานได้เล่นเกมบนเว็บไซต์ โดยบริษัทจะเก็บเป็นไมโครเพย์เม้นท์ จริงๆถ้ามอง ณ วันนี้ ก็มีโมเดลนี้แต่เป็นรูปแบบของออนไลน์เกม คือ เกมพวกออดิชั่น หรือ ปังย่า ทั้งนี้ เมื่อก่อนบริษัททำเป็นแฟลชเกม เพราะเทคโนโลยีขณะนั้นไม่เหมือนตอนนี้ มีการขายไอเทมข้างในแฟลชเกมง่ายๆเพื่อร่วมเล่นเกมและมีรางวัลให้กับผู้เล่นเกม ต้องบอกว่าเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ตลาดของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังน้อยอยู่ และรูปแบบของธุรกิจ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ยังทำรายได้ไม่มากนัก บริษัทจึงมองว่าmonotone ยังไม่เหมาะกับยุคนั้นจึงไม่ทำต่อ และเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเป็นโทเทิ่ล จึงกลายมาเป็นเว็บไซต์ Yenta4 IT Digest : ภาพรวมการดำเนินงานของเว็บไซต์ที่ โมโนเป็นเจ้าของอยู่?ซัง โด ลี : จริงๆภาพรวมต้องบอกว่า ดีขึ้นทุกปี ถ้าดูในเชิงธุรกิจบริษัทเติบโตขึ้นทุกๆปี ในตัวเลขที่เป็นเปอร์เซ็นต์เกิน 2 หลัก คือโตเกิน 10% ในทุกปี แต่ถ้าในเชิงของผู้ใช้งาน ตั้งแต่บริษัทซื้อกิจการ Mthai มาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จากเดิมที่อยู่ในอันดับ 10 ของทรูฮิตแต่ขณะนี้อยู่ในอันดับ 3 และจากเมื่อก่อนอาจมีผู้เข้าใช้เว็บไซต์อยู่ในตัวเลขหลัก 5 หมื่นยูนิตไอพี แต่ตอนนี้อยู่ประมาณ 3 แสนกว่ายูนิตไอพี จะเห็นได้ว่าจริงๆบริษัทเติบโตตามตลาดและอาจดีกว่าตลาดตรงที่อันดับเว็บไซต์ของบริษัทดีขึ้นทุกๆปีIT Digest : จุดขายของ Mthai ที่ทำให้เว็บไซต์เติบโตขึ้น?ซัง โด ลี : ต้องบอกว่าภายใน 2 ปีที่ผ่านมา ตัวหลักที่ทำให้เว็บไซต์เติบโตได้ค่อนข้างเยอะคือผู้ใช้งานด้านคอนเทนต์ หรือที่เรียกกันว่าเว็บ 2.0 โดยฟีจเจอร์เหล่านี้จะเป็นตัวไดร์ฟ เช่น วีดีโอ Mthai ที่โตขึ้นเยอะในปีที่แล้ว เพราะ YouTube ถูกปิดโดยกระทรวงไอซีที ทำให้คนไทยไม่สามารถเข้าเว็บที่เป็นวีดีโอลิงค์ได้ อีกทั้งคนส่วนมากจะรู้จักเว็บไซต์ YouTube พอ Mthai เปิดตัววีดีโอ และมีคนเข้ามาใช้ปรากฎว่าสามารถเข้าได้เร็วกว่า YouTube เนื่องจาก Mthai มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ในประเทศไทย วีดีโอเป็นตัวนึงที่ทำให้บริษัทฯโตขึ้นเยอะ ส่วนเว็บ2.0 เช่น บล็อกหรือคลับจริงๆโฟโต้อัลบั้มก็เป็นฟีจเจอร์เจนเนอร์เรตเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกับวีดีโอที่โตขึ้นมาอย่างมาหาศาลIT Digest : การนำวีดีโอเข้ามาอยู่ในเว็บของบริษัทฯ มีการดูอย่างไรไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์?ซัง โด ลี : จริงๆ ก็เหมือนกับYouTube แต่บริษัทฯเรามีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะไม่เอาวีดีโอที่ผิดลิขสิทธิ์มาโพสต์ให้ผู้ใช้ Mthai เข้าดู และบริษัทส่งเสริมอยู่ตลอดเวลาในการทำแคมเปญอย่างช่วงวันวาเลนไทน์ ผู้ใช้ 3-4 แสนคนที่เข้ามาใช้เว็บไซต์จะให้โพสต์วีดีโอที่ถ่ายเอง หากผู้ใช้โพสต์วีดีโอที่เกี่ยวกับความรักได้ดี Mthai จะมีรางวัลให้ เรามีกิจกรรมเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา แต่ต้องยอมรับว่ามีคนอยู่จำนวนหนึ่งที่โพสต์คลิปหรือคอนเทนต์ที่ผิดลิขสิทธิ์ แต่ Mthai จะให้ความร่วมมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์และหน่วยงานรัฐ หากมีการติดต่อมา Mthai จะเข้าไปดูว่าเป็นจริงหรือไม่ หากเป็นคอนเทนต์ที่ผิดลิขสิทธิ์จริง Mthai จะลบ ทั้งนี้? Mthai มีการคุยกันกับหน่วยงานรัฐอยู่ตลอดเวลาว่าพวกนี้จะมีวิธีไหนบ้างที่จะป้องกันได้ หรือว่าจะต้องทำแคมเปญร่วมกันหรือเปล่าIT Digest : จากการพูดคุยกับหน่วยงานรัฐเป็นอย่างไรบ้าง?ซัง โด ลี : ต้องบอกว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นที่เริ่มต้น เพราะการที่จะทำตรงนี้ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องร่วมแรงร่วมใจกันทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม สิ่งที่ทำให้ Mthai คิดว่าอยากจะทำในปีนี้เพราะ Mthaiครบรอบ 10 ปี เราจึงคิดว่าเราอยากจะร่วมมือกับเว็บไซต์อันดับต้นๆของประเทศ อาจจะเป็นการรวมกลุ่มกันทำทีมขึ้นมาอย่างที่ต่างประเทศทำกันเป็นระบบเครดิตครอส์เม้นท์ ที่ทำกันขึ้นมา จริงๆต้องบอกเริ่มจากการให้ความรู้กับพันธมิตรก่อนว่า การที่มีระบบพวกนี้ไม่ใช่แค่ป้องกันคนที่มีลิขสิทธิ์คอนเทนต์อย่างแกรมมี่ อาร์เอส แต่ว่าตัวคุณเองถ้าวันนึงอาจจะทำคอนเทนต์ให้มันดังขึ้นมาได้ การมีระบบเครดิตครอส์เม้นท์ เป็นการที่ผู้ใช้สามารถป้องกันสิทธิ์ของตัวเองได้ อันนี้ก็เป็นโครงการนึงที่ Mthai อยากจะผลักดัน แต่อย่างที่บอกตอนแรกว่าจะให้ Mthai ตะโกนออกไปคนเดียวไม่ได้ เพราะว่าคนอีกมากมายที่อยู่ในวงการ และควรที่จะเข้ามาช่วยผลักดันเพื่อทำให้เกิดIT Digest : ปัญหาของ Mthai ที่ได้พูดคุยกับกระทรวงไอซีทีแล้วมีอะไรบ้าง?ซัง โด ลี : หลักๆเลยน่าจะเมื่อ 2-3เดือนที่ผ่านมา ในเรื่องของคอนเทนต์ที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้ใช้ส่งอีเมลต่อๆกันว่ามีภาพของนักศึกษาหรือผู้หญิงขายบริการมาอยู่ในเว็บ Mthaiก็ได้คุยกับกระทรวงไอซีทีว่า จริงๆแล้วมันไม่ใช่ น่าจะเป็นการนำภาพมาตัดต่อ แต่การที่มีประเด็นอย่างนี้ออกมาเหมือนเป็นการมุ่งโจมตีบางเว็บมากกว่า ถ้าเรารู้ว่ามีเราควรที่จะทำอะไรให้เป็นมาตรการเพื่อให้เรื่องดังกล่าวหายไปมากกว่า จะให้เป็นกระแสสังคมและให้คนรู้ว่าเว็บมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราไม่ควรมองเว็บไซต์ด้านเดียวว่าไม่ดี เว็บไซต์ทุกเว็บไซต์ก็มีประโยชน์และโทษ อยู่ที่ว่าผู้ใช้จะนำประโยชน์เหล่านั้นมาใช้อย่างไร หรือผู้ใหญ่จะเข้าใจการใช้เว็บไซต์ดีพอหรือไม่ ในการเข้าไปช่วยชี้ทางให้ผู้ใช้ที่ยังไม่มีไอเดียว่าอะไรถูกอะไรผิด โดยที่ผ่านมาได้มีพูดคุยถึงตัว เคสที่เป็นกระแสสังคมเราก็ชี้แจงขึ้นเว็บและได้คุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าถ้ามีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นเราก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่ในเคสที่เกิดขึ้นเมื่อ 1-2 เดือนที่แล้วนั้นไม่ได้เป็นเคสที่เกิดขึ้นจริง เป็นการกลั่นแกล้งกันมากกว่าIT Digest : จากกรณีดังกล่าวทำให้ยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ Mthai เพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร?ซัง โด ลี : ต้องบอกว่าจริงๆ ไม่ได้มีคนเข้าชมเพิ่มขึ้น แต่มากขึ้นในอัตราที่เท่ากันกับที่ตลาดโตขึ้น แต่ไม่ใช่พอมีกรณีอย่างนี้แล้วผู้ใช้บริการจะแห่กันเข้ามาดู ผมคิดว่าคนที่เข้ามาดูเนื้อหาเหล่านี้ ก็เป็นคนกลุ่มนึงเท่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอยากมาหาอะไรแบบนี้ในเว็บไซต์ เพราะฉะนั้นเรื่องตัวเลขไม่ได้ประโยชน์อะไรกับMthai จริงๆ Mthai มองว่าเราเสียหายในเชิงภาพลักษณ์ของเราด้วย เพราะฉะนั้นผมว่าเราจะต้องพยายามให้ความรู้ทั้งผู้ใช้และคนที่เป็นพ่อแม่หรือคนที่มีพลังในสังคม คงเป็นโจทย์ของคนที่มีทั้งอำนาจและมีความรู้ พยายามให้ความรู้กับตลาดมากกว่าจะห้ามหรือใช้กฎหมาย ผมเชื่อว่าโลกสมัยใหม่ไม่มีทางที่จะเหมือนกับการใช้กฎบังคับเรื่องเทคโนโลยีได้ เช่นในวงการเกม จะมีการลงทะเบียน ถ้าเป็นเด็กก็จะต้องลงทะเบียนก่อนถึงจะเล่นได้ตอนเย็น ทั้งนี้ การที่จะทำให้เด็กเลิกเล่นเกมผมว่าทำได้ยากมาก แทนที่เราคิดว่าจะทำให้เด็กเลิกเล่นเกมยังไงเราไปส่งเสริมสิ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเกมแต่ว่าดี ในเชิงสร้างผู้ใช้ที่เป็นคนเล่นเกมให้เป็นคนพัฒนาเกมหรือสร้างอุตสาหกรรมเกมขึ้นมาด้วยจะทำได้หรือไม่? ซัง โด ลี :? Mthaiมีกระบวนการ การแจ้งลบในตัวระบบอยู่แล้ว โดยทุกระบบที่ผู้ใช้เป็นคนสร้างเนื้อหาจะมีปุ่มขึ้นมาในกล่องสมมุติผู้ใช้โพสต์รูปหรือตั้งกระทู้จะมีเป็นไอค่อนขึ้นมา 1ตัว ใช้สำหรับการแจ้งลบ หลังจากผู้ใช้แจ้งลบMthaiจะมีเว็บมาสเตอร์คอยดูคอยกลั่นกรองอีกครั้ง บางครั้งการแจ้งลบในเชิงผิดกฎหมาย Mthaiจะแจ้งลบเลย แต่ถ้าเป็นเนื้อหาที่แกล้งกันหรือเป็นความคิดที่ต่างกัน Mthaiก็ไม่ได้เอาออก แต่ในกรณีที่หน่วยงานรัฐส่งมาMthai เอาออกโดยระบบ สำหรับระบบแจ้งลบในอนาคต Mthai จะปรับให้ดีขึ้นฉลาดขึ้น โดยขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานที่ Mthai คัดเลือกหรือเป็นผู้ใช้ที่สมัครเป็นสมาชิก หากแจ้งลบข้อความเดียวกันเกินกี่คน Mthai จะนำเนื้อหานั้นลงก่อน ทั้งนี้กระบวนอาจจะเป็นกระบวนการที่อัตโนมัติแต่ไม่ได้เป็นการลบออกไปเลย Mthai จะดึงออกมาไม่ให้ผู้ใช้คนอื่นเห็นและถึงเวลาทำงานของเว็บมาสเตอร์จะมาตรวจสอบอีกครั้งว่าเนื้อหาดังกล่าวผิดจริงหรือไม่ หากผิดจริงจะนำออกเลย ถ้าไม่ผิดแต่มีประเด็นเราจะแจ้งกลับไปที่คนโพสต์ อย่างไรก็ตามMthai ไม่เชื่อว่าการมอนิเตอร์จะดูได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเราต้องอาศัยกำลังของผู้ใช้เพื่อให้เข้ามาช่วยกลั่นกรองตรงนี้ IT Digest : นโยบายการทำธุรกิจออนไลน์ของ Mthai?ซัง โด ลี : หากมองอินเทอร์เน็ตเป็นธุรกิจก็มองได้ไม่กี่โมเดล 1.คือการทำให้คนเข้ามาเยอะๆและสร้างรายได้จากโฆษณาซึ่งตรงนี้ Mthai ทำมาตั้งแต่เริ่มแล้ว และMthai ก็มีทีมขายที่ดูเรื่องลูกค้าโดยตรงและกลุ่มที่เป็นเอเจนซี่ Mthai ก็พยายามติดต่อและพยายามสร้างแวลูตรงนี้ให้บริษัทโฆษณารู้ว่าการที่มาลงโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่วัดได้ดีที่สุด อาจจะไม่มีคนดูมากเท่ากับโทรทัศน์ หรืออาจจะไม่มีคนฟังเท่ากับวิทยุแต่อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อเดียวที่วัดได้ว่าคนดูเท่าไหร่ คนมีส่วนร่วมเท่าไหร่ Mthaiจะเน้นให้ความรู้คนในอุตสาหกรรมตรงนี้ว่าอินเทอร์เน็ตมีพลัง ส่วนโมเดลอื่นๆที่ Mthai มอง มีเรื่องของการสมัครสมาชิกบริการออนไลน์ ที่ต้องยอมรับว่ายังมีน้อยมากที่บริษัททำเว็บไซต์ รูปแบบธุรกิจและได้รายได้ ยกตัวอย่างการสมัครใช้บริการ เช่น ฟังเพลง หรือการเหมาดาวน์โหลดเพลง อย่างไรก็ตาม บางบริษัทที่ทำแต่ Mthai มองว่าผู้ใช้ในประเทศไทยยังชินกับการได้ของฟรีอยู่ Mthai จึงยังไม่ได้เน้นตรงนี้มาก อีกรูปแบบธุรกิจคือเรื่องของการซื้อขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ ซึ่งในฐานของ mono2U เองเราพยายามให้ฐานตรงนี้เกิด แต่ต้องบอกว่าขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยIT Digest : ขณะนี้การทำอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง?ซัง โด ลี : ถ้าดูตัวเลขก็เติบโตขึ้นทุกปีแต่ตัวชีวัดการเติบโตยังเล็กกว่าเรื่องของการทำโฆษณา หรือเรื่องเป็นเกม อย่างเกมออนไลน์ขณะนี้อยู่ในหลัก 2-3 พันล้านแล้ว ส่วนการทำโฆษณาจะอยู่ประมาณ พันกว่าล้าน ถ้าอีคอมเมิร์ซ ผมว่ามันยังเล็กอยู่IT Digest : ทำไมอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยถึงยังเป็นตลาดที่เล็กอยู่ทั้งๆที่ทุกภาคส่วนพยายามสนับสนุนตรงจุดนี้?ซัง โด ลี : ถ้าอีคอมเมิร์ซในประเทศไม่รวมกับบิสิเนสทูบิสิเนส หรือต่างประเทศเข้ามาใช้ ยังเล็กอยู่ แต่ถ้ารวมพวกต่างประเทศ เช่นท่องเที่ยวก็ถือว่าใหญ่ เพราะคนต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจะใช้วิธีการจองผ่านออนไลน์พวกทราเวอร์เอเจนซี่ แต่ถ้ามองในประเทศไทยอย่างเดียวผมคิดว่าพฤติกรรมของคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อซื้อสินค้ายังขาดความมั่นใจเรื่องการจ่ายเงิน จุดชำระเงินยังมีไม่มากพอ รวมถึงยังไม่มีความเชื่อมั่นกับตัวระบบ อีกทั้งคนที่ทำธุรกิจตรงนี้ยังเป็นกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมไม่ได้เป็นอีคอมเมิร์ซ และหากดูราคาจากเว็บไซต์และนำไปเทียบกับร้านค้าที่ขายตรง ราคาสินค้าบนเว็บไซต์ไม่ได้ถูกมาก เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของคนอาจจะเข้ามาดูในเว็บไซต์เพื่อเป็นตัวเลือกแต่เวลาซื้อจริงจะซื้อที่ร้านมากกว่าIT Digest : กลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์ Mthai และYenta4?ซัง โด ลี : เว็บไซต์ Mthai เดี๋ยวนี้ค่อนข้างชัดว่าจะเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ ตั้งแต่เด็กมหาวิทยาลัยจนถึงคนทำงาน แต่ที่เน้นๆคงจะเป็นคนมหาวิทยาลัยกับคนที่เพิ่งเข้าไปทำงาน ส่วนเว็บไซต์ Yenta4 จะเป็นช่วงอายุที่ลดลงมานิดนึง คือจะเป็นกลุ่มเด็กมัธยมและกลุ่มคนที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยIT Digest : แนวโน้มต่อไปของเว็บไซต์ Mthai และYenta4 จะไปในแนวไหน?ซัง โด ลี : อย่างที่ผมพูดตอนแรกเรื่องเว็บ 2.0 ผมคิดว่ามันเป็นแนวโน้มของเว็บไซต์ทั่วโลก แทนที่จะเป็นรูปแบบเดิมที่ต้องมีคนมาคอยโพสต์เนื้อหาและคอยนำเสนอทุกอย่างให้กับผู้ใช้ น่าจะเป็นผู้ใช้สามารถนำเสอนกันเองได้แบ่งกันเองได้ เพราะฉะนั้นในหลายๆฟีจเจอร์ทั้ง Mthai และ Yenta4ที่เป็นเว็บ 2.0 จะมากขึ้น และเนื้อหาที่ Mthai เป็นคนป้อนให้ผู้ใช้จะต้องเป็นเนื้อหาที่พิเศษจริงๆ ยกตัวอย่างในเอ็มไทยก็จะเป็น Gossip ซึ่งเป็นคอนเทนต์ของบริษัทเองคือนิตยสาร Gossip Star และจะมีเนื้อหาในส่วนอื่นๆที่บริษัทฯทำขึ้นมาเองบริษัทฯจะมีทีมบรรณาธิการเพื่อจัดการเนื้อหาและจะมีเนื้อหาเราป้อนให้ผู้ใช้ แต่แนวโน้มของเว็บใหม่ๆจะเป็นในเรื่องของ 2.0 ทั้งนั้น IT Digest : ความแตกต่างระหว่างเว็บไซต์ Mthai และ Yenta4 ?ซัง โด ลี : Yenta4 เป็นสิ่งที่บริษัทฯสร้างขึ้นมาตั้งแต่แรก โดยเนื้อหา และฟีจเจอร์ทั้งหมดจะเป็นผู้ใช้เป็นคนสร้าง แต่Mthai เป็นการที่บริษัทฯไปซื้อกิจการของบริษัทอื่นมาได้ประมาณ 5 ปี โดยเรามองว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้วอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเป็นยุคที่กำลังเริ่มต้น เราจึงซื้อกิจการของ Mthai lส่วนเหตุผลที่บริษัทฯทำเว็บไซต์ Yenta4ขึ้นมา เพราะเราอยากรู้ว่าหากเราไม่ได้ซื้อกิจการของใครมาตั้งแต่แรก เราไม่มีฐานลูกค้าประจำ แต่เป็นการสร้างฐานลูกค้าขึ้นมาใหม่เราจะทำได้ดีขนาดไหน ขณะนี้บริษัทจึงมีรูปแบบธุรกิจ 2 อย่างคือ ซื้อกิจการต่อจากคนอื่น และสร้างขึ้นมาใหม่เอง แต่ถ้าดูผลที่ออกมาจริงๆแล้วการเป็นคนแรกเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าคนรู้จักเว็บไซต์อยู่แล้ว เราควรที่จะพัฒนาฟีจเจอร์ให้มันดีขึ้นเพื่อให้คนเข้ามาได้มากขึ้นIT Digest : ปีนี้บริษัท โมโน ตั้งเป้าเติบโตเท่าไหร่?ซัง โด ลี : ปีที่แล้วบริษัทฯเติบโตอยู่ในตัวเลข 2 หลัก มากกว่า 30% แต่ปีนี้เรามองว่าน่าจะยังคงเติบโตอยู่ในตัวเลขเป็น 2 หลักเหมือนเดิม แม้ว่ายอดขายโฆษณาของบริษัทจะลดลง เมื่อย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นปี แต่ผมเชื่อว่าปีนี้บริษัทจะเติบโตประมาณ 20-30 % ซึ่งปีที่แล้ว ดีกว่านี้IT Digest : อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์?ซัง โด ลี : อยากจะฝากคนที่มีอำนาจสามารถพัฒนาให้ผู้ใช้งานในประเทศไทยเพิ่มจำนวนขึ้นได้ ??? และอยากฝากถึงผู้ใหญ่ที่จะเข้ามาในวงการอินเทอร์เน็ตว่าสิ่งที่อินเทอร์เน็ตประเทศไทยขาดคือ การส่งเสริมเยาวชนให้ใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตได้ดีกว่าทุกวันนี้ เนื่องจากทุกวันนี้ผู้ใหญ่จะมองว่าเด็กเล่นเกม หรือ เข้าไปดูคลิปที่ไม่เหมาะสมกันจำนวนมาก แต่ถ้าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจว่าอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์ที่ดีอะไรบ้าง ผู้ใหญ่ก็จะไม่สามารถให้ความรู้กับเด็กได้ การที่จะทำให้ธุรกิจดังกล่าวเติบโตและเด็กเดินไปถูกทาง ผมว่าจะต้องเริ่มจากตัวผู้ใหญ่ก่อน จึงอยากฝากให้หลายๆหน่วยงานรวมถึงบริษัทต่างๆ ลองหาวิธีที่จะทำให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น โดย Mthai เองก็จะเข้ามาช่วยในจุดนี้ด้วย เพราะปีนี้ Mthai ครบรอบ 10 ปี ก็มีหลายๆโครงการที่Mthai เตรียมจะออกมาตอบแทนผู้ใช้บริการ
ve จึงพามารู้จักกับ ?ซัง โด ลี? ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมโนเทคโนโลยี จำกัด ผู้ให้บริการเว็บไซต์ Mthai เว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จและให้บริการมานานถึง 10 ปี อีกทั้งยังเป็นเจ้าของเว็บไซต์ Yenta4 และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ผู้สนใจสามารถติดตามได้ ณ บัดนี้...IT Digest : จุดเริ่มต้นของบริษัทโมโนเทค จำกัด?ซัง โด ลี : โมโนเทคเริ่มมาประมาณ 6 ปีที่แล้ว ทำธุรกิจ 3 เรื่อง คือ 1.โมบายคอนเทนต์? 2.เว็บไซต์ Mthai และ Yenta4 และ 3.ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มี เว็บไซต์ mono2U แต่ว่าที่เริ่มต้นเลยจริงๆ เริ่มจากการทำเว็บไซต์ก่อน บริษัทมีเว็บไซต์ที่เราเคยดำเนินการชื่อ monotone.com ขณะนี้ monotone ได้ปิดตัวเองไปแล้ว แต่ฐานลูกค้าที่เคยใช้เว็บไซต์ monotone จะเป็นฐานที่ขณะนี้ใช้เว็บไซต์ Yenta4 อยู่ ส่วนเว็บไซต์ Mthai บริษัทได้ซื้อกิจการมาเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วIT Digest : ทำไมถึงปิดเว็บไซต์ monotone?ซัง โด ลี : โมเดลของเว็บไซต์ monotone เป็นโมเดลที่เปิดให้ผู้ใช้งานได้เล่นเกมบนเว็บไซต์ โดยบริษัทจะเก็บเป็นไมโครเพย์เม้นท์ จริงๆถ้ามอง ณ วันนี้ ก็มีโมเดลนี้แต่เป็นรูปแบบของออนไลน์เกม คือ เกมพวกออดิชั่น หรือ ปังย่า ทั้งนี้ เมื่อก่อนบริษัททำเป็นแฟลชเกม เพราะเทคโนโลยีขณะนั้นไม่เหมือนตอนนี้ มีการขายไอเทมข้างในแฟลชเกมง่ายๆเพื่อร่วมเล่นเกมและมีรางวัลให้กับผู้เล่นเกม ต้องบอกว่าเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ตลาดของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังน้อยอยู่ และรูปแบบของธุรกิจ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ยังทำรายได้ไม่มากนัก บริษัทจึงมองว่าmonotone ยังไม่เหมาะกับยุคนั้นจึงไม่ทำต่อ และเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเป็นโทเทิ่ล จึงกลายมาเป็นเว็บไซต์ Yenta4 IT Digest : ภาพรวมการดำเนินงานของเว็บไซต์ที่ โมโนเป็นเจ้าของอยู่?ซัง โด ลี : จริงๆภาพรวมต้องบอกว่า ดีขึ้นทุกปี ถ้าดูในเชิงธุรกิจบริษัทเติบโตขึ้นทุกๆปี ในตัวเลขที่เป็นเปอร์เซ็นต์เกิน 2 หลัก คือโตเกิน 10% ในทุกปี แต่ถ้าในเชิงของผู้ใช้งาน ตั้งแต่บริษัทซื้อกิจการ Mthai มาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จากเดิมที่อยู่ในอันดับ 10 ของทรูฮิตแต่ขณะนี้อยู่ในอันดับ 3 และจากเมื่อก่อนอาจมีผู้เข้าใช้เว็บไซต์อยู่ในตัวเลขหลัก 5 หมื่นยูนิตไอพี แต่ตอนนี้อยู่ประมาณ 3 แสนกว่ายูนิตไอพี จะเห็นได้ว่าจริงๆบริษัทเติบโตตามตลาดและอาจดีกว่าตลาดตรงที่อันดับเว็บไซต์ของบริษัทดีขึ้นทุกๆปีIT Digest : จุดขายของ Mthai ที่ทำให้เว็บไซต์เติบโตขึ้น?ซัง โด ลี : ต้องบอกว่าภายใน 2 ปีที่ผ่านมา ตัวหลักที่ทำให้เว็บไซต์เติบโตได้ค่อนข้างเยอะคือผู้ใช้งานด้านคอนเทนต์ หรือที่เรียกกันว่าเว็บ 2.0 โดยฟีจเจอร์เหล่านี้จะเป็นตัวไดร์ฟ เช่น วีดีโอ Mthai ที่โตขึ้นเยอะในปีที่แล้ว เพราะ YouTube ถูกปิดโดยกระทรวงไอซีที ทำให้คนไทยไม่สามารถเข้าเว็บที่เป็นวีดีโอลิงค์ได้ อีกทั้งคนส่วนมากจะรู้จักเว็บไซต์ YouTube พอ Mthai เปิดตัววีดีโอ และมีคนเข้ามาใช้ปรากฎว่าสามารถเข้าได้เร็วกว่า YouTube เนื่องจาก Mthai มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ในประเทศไทย วีดีโอเป็นตัวนึงที่ทำให้บริษัทฯโตขึ้นเยอะ ส่วนเว็บ2.0 เช่น บล็อกหรือคลับจริงๆโฟโต้อัลบั้มก็เป็นฟีจเจอร์เจนเนอร์เรตเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกับวีดีโอที่โตขึ้นมาอย่างมาหาศาลIT Digest : การนำวีดีโอเข้ามาอยู่ในเว็บของบริษัทฯ มีการดูอย่างไรไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์?ซัง โด ลี : จริงๆ ก็เหมือนกับYouTube แต่บริษัทฯเรามีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะไม่เอาวีดีโอที่ผิดลิขสิทธิ์มาโพสต์ให้ผู้ใช้ Mthai เข้าดู และบริษัทส่งเสริมอยู่ตลอดเวลาในการทำแคมเปญอย่างช่วงวันวาเลนไทน์ ผู้ใช้ 3-4 แสนคนที่เข้ามาใช้เว็บไซต์จะให้โพสต์วีดีโอที่ถ่ายเอง หากผู้ใช้โพสต์วีดีโอที่เกี่ยวกับความรักได้ดี Mthai จะมีรางวัลให้ เรามีกิจกรรมเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา แต่ต้องยอมรับว่ามีคนอยู่จำนวนหนึ่งที่โพสต์คลิปหรือคอนเทนต์ที่ผิดลิขสิทธิ์ แต่ Mthai จะให้ความร่วมมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์และหน่วยงานรัฐ หากมีการติดต่อมา Mthai จะเข้าไปดูว่าเป็นจริงหรือไม่ หากเป็นคอนเทนต์ที่ผิดลิขสิทธิ์จริง Mthai จะลบ ทั้งนี้? Mthai มีการคุยกันกับหน่วยงานรัฐอยู่ตลอดเวลาว่าพวกนี้จะมีวิธีไหนบ้างที่จะป้องกันได้ หรือว่าจะต้องทำแคมเปญร่วมกันหรือเปล่าIT Digest : จากการพูดคุยกับหน่วยงานรัฐเป็นอย่างไรบ้าง?ซัง โด ลี : ต้องบอกว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นที่เริ่มต้น เพราะการที่จะทำตรงนี้ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องร่วมแรงร่วมใจกันทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม สิ่งที่ทำให้ Mthai คิดว่าอยากจะทำในปีนี้เพราะ Mthaiครบรอบ 10 ปี เราจึงคิดว่าเราอยากจะร่วมมือกับเว็บไซต์อันดับต้นๆของประเทศ อาจจะเป็นการรวมกลุ่มกันทำทีมขึ้นมาอย่างที่ต่างประเทศทำกันเป็นระบบเครดิตครอส์เม้นท์ ที่ทำกันขึ้นมา จริงๆต้องบอกเริ่มจากการให้ความรู้กับพันธมิตรก่อนว่า การที่มีระบบพวกนี้ไม่ใช่แค่ป้องกันคนที่มีลิขสิทธิ์คอนเทนต์อย่างแกรมมี่ อาร์เอส แต่ว่าตัวคุณเองถ้าวันนึงอาจจะทำคอนเทนต์ให้มันดังขึ้นมาได้ การมีระบบเครดิตครอส์เม้นท์ เป็นการที่ผู้ใช้สามารถป้องกันสิทธิ์ของตัวเองได้ อันนี้ก็เป็นโครงการนึงที่ Mthai อยากจะผลักดัน แต่อย่างที่บอกตอนแรกว่าจะให้ Mthai ตะโกนออกไปคนเดียวไม่ได้ เพราะว่าคนอีกมากมายที่อยู่ในวงการ และควรที่จะเข้ามาช่วยผลักดันเพื่อทำให้เกิดIT Digest : ปัญหาของ Mthai ที่ได้พูดคุยกับกระทรวงไอซีทีแล้วมีอะไรบ้าง?ซัง โด ลี : หลักๆเลยน่าจะเมื่อ 2-3เดือนที่ผ่านมา ในเรื่องของคอนเทนต์ที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้ใช้ส่งอีเมลต่อๆกันว่ามีภาพของนักศึกษาหรือผู้หญิงขายบริการมาอยู่ในเว็บ Mthaiก็ได้คุยกับกระทรวงไอซีทีว่า จริงๆแล้วมันไม่ใช่ น่าจะเป็นการนำภาพมาตัดต่อ แต่การที่มีประเด็นอย่างนี้ออกมาเหมือนเป็นการมุ่งโจมตีบางเว็บมากกว่า ถ้าเรารู้ว่ามีเราควรที่จะทำอะไรให้เป็นมาตรการเพื่อให้เรื่องดังกล่าวหายไปมากกว่า จะให้เป็นกระแสสังคมและให้คนรู้ว่าเว็บมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราไม่ควรมองเว็บไซต์ด้านเดียวว่าไม่ดี เว็บไซต์ทุกเว็บไซต์ก็มีประโยชน์และโทษ อยู่ที่ว่าผู้ใช้จะนำประโยชน์เหล่านั้นมาใช้อย่างไร หรือผู้ใหญ่จะเข้าใจการใช้เว็บไซต์ดีพอหรือไม่ ในการเข้าไปช่วยชี้ทางให้ผู้ใช้ที่ยังไม่มีไอเดียว่าอะไรถูกอะไรผิด โดยที่ผ่านมาได้มีพูดคุยถึงตัว เคสที่เป็นกระแสสังคมเราก็ชี้แจงขึ้นเว็บและได้คุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าถ้ามีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นเราก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่ในเคสที่เกิดขึ้นเมื่อ 1-2 เดือนที่แล้วนั้นไม่ได้เป็นเคสที่เกิดขึ้นจริง เป็นการกลั่นแกล้งกันมากกว่าIT Digest : จากกรณีดังกล่าวทำให้ยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ Mthai เพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร?ซัง โด ลี : ต้องบอกว่าจริงๆ ไม่ได้มีคนเข้าชมเพิ่มขึ้น แต่มากขึ้นในอัตราที่เท่ากันกับที่ตลาดโตขึ้น แต่ไม่ใช่พอมีกรณีอย่างนี้แล้วผู้ใช้บริการจะแห่กันเข้ามาดู ผมคิดว่าคนที่เข้ามาดูเนื้อหาเหล่านี้ ก็เป็นคนกลุ่มนึงเท่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอยากมาหาอะไรแบบนี้ในเว็บไซต์ เพราะฉะนั้นเรื่องตัวเลขไม่ได้ประโยชน์อะไรกับMthai จริงๆ Mthai มองว่าเราเสียหายในเชิงภาพลักษณ์ของเราด้วย เพราะฉะนั้นผมว่าเราจะต้องพยายามให้ความรู้ทั้งผู้ใช้และคนที่เป็นพ่อแม่หรือคนที่มีพลังในสังคม คงเป็นโจทย์ของคนที่มีทั้งอำนาจและมีความรู้ พยายามให้ความรู้กับตลาดมากกว่าจะห้ามหรือใช้กฎหมาย ผมเชื่อว่าโลกสมัยใหม่ไม่มีทางที่จะเหมือนกับการใช้กฎบังคับเรื่องเทคโนโลยีได้ เช่นในวงการเกม จะมีการลงทะเบียน ถ้าเป็นเด็กก็จะต้องลงทะเบียนก่อนถึงจะเล่นได้ตอนเย็น ทั้งนี้ การที่จะทำให้เด็กเลิกเล่นเกมผมว่าทำได้ยากมาก แทนที่เราคิดว่าจะทำให้เด็กเลิกเล่นเกมยังไงเราไปส่งเสริมสิ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเกมแต่ว่าดี ในเชิงสร้างผู้ใช้ที่เป็นคนเล่นเกมให้เป็นคนพัฒนาเกมหรือสร้างอุตสาหกรรมเกมขึ้นมาด้วยจะทำได้หรือไม่? ซัง โด ลี :? Mthaiมีกระบวนการ การแจ้งลบในตัวระบบอยู่แล้ว โดยทุกระบบที่ผู้ใช้เป็นคนสร้างเนื้อหาจะมีปุ่มขึ้นมาในกล่องสมมุติผู้ใช้โพสต์รูปหรือตั้งกระทู้จะมีเป็นไอค่อนขึ้นมา 1ตัว ใช้สำหรับการแจ้งลบ หลังจากผู้ใช้แจ้งลบMthaiจะมีเว็บมาสเตอร์คอยดูคอยกลั่นกรองอีกครั้ง บางครั้งการแจ้งลบในเชิงผิดกฎหมาย Mthaiจะแจ้งลบเลย แต่ถ้าเป็นเนื้อหาที่แกล้งกันหรือเป็นความคิดที่ต่างกัน Mthaiก็ไม่ได้เอาออก แต่ในกรณีที่หน่วยงานรัฐส่งมาMthai เอาออกโดยระบบ สำหรับระบบแจ้งลบในอนาคต Mthai จะปรับให้ดีขึ้นฉลาดขึ้น โดยขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานที่ Mthai คัดเลือกหรือเป็นผู้ใช้ที่สมัครเป็นสมาชิก หากแจ้งลบข้อความเดียวกันเกินกี่คน Mthai จะนำเนื้อหานั้นลงก่อน ทั้งนี้กระบวนอาจจะเป็นกระบวนการที่อัตโนมัติแต่ไม่ได้เป็นการลบออกไปเลย Mthai จะดึงออกมาไม่ให้ผู้ใช้คนอื่นเห็นและถึงเวลาทำงานของเว็บมาสเตอร์จะมาตรวจสอบอีกครั้งว่าเนื้อหาดังกล่าวผิดจริงหรือไม่ หากผิดจริงจะนำออกเลย ถ้าไม่ผิดแต่มีประเด็นเราจะแจ้งกลับไปที่คนโพสต์ อย่างไรก็ตามMthai ไม่เชื่อว่าการมอนิเตอร์จะดูได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเราต้องอาศัยกำลังของผู้ใช้เพื่อให้เข้ามาช่วยกลั่นกรองตรงนี้ IT Digest : นโยบายการทำธุรกิจออนไลน์ของ Mthai?ซัง โด ลี : หากมองอินเทอร์เน็ตเป็นธุรกิจก็มองได้ไม่กี่โมเดล 1.คือการทำให้คนเข้ามาเยอะๆและสร้างรายได้จากโฆษณาซึ่งตรงนี้ Mthai ทำมาตั้งแต่เริ่มแล้ว และMthai ก็มีทีมขายที่ดูเรื่องลูกค้าโดยตรงและกลุ่มที่เป็นเอเจนซี่ Mthai ก็พยายามติดต่อและพยายามสร้างแวลูตรงนี้ให้บริษัทโฆษณารู้ว่าการที่มาลงโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่วัดได้ดีที่สุด อาจจะไม่มีคนดูมากเท่ากับโทรทัศน์ หรืออาจจะไม่มีคนฟังเท่ากับวิทยุแต่อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อเดียวที่วัดได้ว่าคนดูเท่าไหร่ คนมีส่วนร่วมเท่าไหร่ Mthaiจะเน้นให้ความรู้คนในอุตสาหกรรมตรงนี้ว่าอินเทอร์เน็ตมีพลัง ส่วนโมเดลอื่นๆที่ Mthai มอง มีเรื่องของการสมัครสมาชิกบริการออนไลน์ ที่ต้องยอมรับว่ายังมีน้อยมากที่บริษัททำเว็บไซต์ รูปแบบธุรกิจและได้รายได้ ยกตัวอย่างการสมัครใช้บริการ เช่น ฟังเพลง หรือการเหมาดาวน์โหลดเพลง อย่างไรก็ตาม บางบริษัทที่ทำแต่ Mthai มองว่าผู้ใช้ในประเทศไทยยังชินกับการได้ของฟรีอยู่ Mthai จึงยังไม่ได้เน้นตรงนี้มาก อีกรูปแบบธุรกิจคือเรื่องของการซื้อขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ ซึ่งในฐานของ mono2U เองเราพยายามให้ฐานตรงนี้เกิด แต่ต้องบอกว่าขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยIT Digest : ขณะนี้การทำอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง?ซัง โด ลี : ถ้าดูตัวเลขก็เติบโตขึ้นทุกปีแต่ตัวชีวัดการเติบโตยังเล็กกว่าเรื่องของการทำโฆษณา หรือเรื่องเป็นเกม อย่างเกมออนไลน์ขณะนี้อยู่ในหลัก 2-3 พันล้านแล้ว ส่วนการทำโฆษณาจะอยู่ประมาณ พันกว่าล้าน ถ้าอีคอมเมิร์ซ ผมว่ามันยังเล็กอยู่IT Digest : ทำไมอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยถึงยังเป็นตลาดที่เล็กอยู่ทั้งๆที่ทุกภาคส่วนพยายามสนับสนุนตรงจุดนี้?ซัง โด ลี : ถ้าอีคอมเมิร์ซในประเทศไม่รวมกับบิสิเนสทูบิสิเนส หรือต่างประเทศเข้ามาใช้ ยังเล็กอยู่ แต่ถ้ารวมพวกต่างประเทศ เช่นท่องเที่ยวก็ถือว่าใหญ่ เพราะคนต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจะใช้วิธีการจองผ่านออนไลน์พวกทราเวอร์เอเจนซี่ แต่ถ้ามองในประเทศไทยอย่างเดียวผมคิดว่าพฤติกรรมของคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อซื้อสินค้ายังขาดความมั่นใจเรื่องการจ่ายเงิน จุดชำระเงินยังมีไม่มากพอ รวมถึงยังไม่มีความเชื่อมั่นกับตัวระบบ อีกทั้งคนที่ทำธุรกิจตรงนี้ยังเป็นกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมไม่ได้เป็นอีคอมเมิร์ซ และหากดูราคาจากเว็บไซต์และนำไปเทียบกับร้านค้าที่ขายตรง ราคาสินค้าบนเว็บไซต์ไม่ได้ถูกมาก เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของคนอาจจะเข้ามาดูในเว็บไซต์เพื่อเป็นตัวเลือกแต่เวลาซื้อจริงจะซื้อที่ร้านมากกว่าIT Digest : กลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์ Mthai และYenta4?ซัง โด ลี : เว็บไซต์ Mthai เดี๋ยวนี้ค่อนข้างชัดว่าจะเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ ตั้งแต่เด็กมหาวิทยาลัยจนถึงคนทำงาน แต่ที่เน้นๆคงจะเป็นคนมหาวิทยาลัยกับคนที่เพิ่งเข้าไปทำงาน ส่วนเว็บไซต์ Yenta4 จะเป็นช่วงอายุที่ลดลงมานิดนึง คือจะเป็นกลุ่มเด็กมัธยมและกลุ่มคนที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยIT Digest : แนวโน้มต่อไปของเว็บไซต์ Mthai และYenta4 จะไปในแนวไหน?ซัง โด ลี : อย่างที่ผมพูดตอนแรกเรื่องเว็บ 2.0 ผมคิดว่ามันเป็นแนวโน้มของเว็บไซต์ทั่วโลก แทนที่จะเป็นรูปแบบเดิมที่ต้องมีคนมาคอยโพสต์เนื้อหาและคอยนำเสนอทุกอย่างให้กับผู้ใช้ น่าจะเป็นผู้ใช้สามารถนำเสอนกันเองได้แบ่งกันเองได้ เพราะฉะนั้นในหลายๆฟีจเจอร์ทั้ง Mthai และ Yenta4ที่เป็นเว็บ 2.0 จะมากขึ้น และเนื้อหาที่ Mthai เป็นคนป้อนให้ผู้ใช้จะต้องเป็นเนื้อหาที่พิเศษจริงๆ ยกตัวอย่างในเอ็มไทยก็จะเป็น Gossip ซึ่งเป็นคอนเทนต์ของบริษัทเองคือนิตยสาร Gossip Star และจะมีเนื้อหาในส่วนอื่นๆที่บริษัทฯทำขึ้นมาเองบริษัทฯจะมีทีมบรรณาธิการเพื่อจัดการเนื้อหาและจะมีเนื้อหาเราป้อนให้ผู้ใช้ แต่แนวโน้มของเว็บใหม่ๆจะเป็นในเรื่องของ 2.0 ทั้งนั้น IT Digest : ความแตกต่างระหว่างเว็บไซต์ Mthai และ Yenta4 ?ซัง โด ลี : Yenta4 เป็นสิ่งที่บริษัทฯสร้างขึ้นมาตั้งแต่แรก โดยเนื้อหา และฟีจเจอร์ทั้งหมดจะเป็นผู้ใช้เป็นคนสร้าง แต่Mthai เป็นการที่บริษัทฯไปซื้อกิจการของบริษัทอื่นมาได้ประมาณ 5 ปี โดยเรามองว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้วอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเป็นยุคที่กำลังเริ่มต้น เราจึงซื้อกิจการของ Mthai lส่วนเหตุผลที่บริษัทฯทำเว็บไซต์ Yenta4ขึ้นมา เพราะเราอยากรู้ว่าหากเราไม่ได้ซื้อกิจการของใครมาตั้งแต่แรก เราไม่มีฐานลูกค้าประจำ แต่เป็นการสร้างฐานลูกค้าขึ้นมาใหม่เราจะทำได้ดีขนาดไหน ขณะนี้บริษัทจึงมีรูปแบบธุรกิจ 2 อย่างคือ ซื้อกิจการต่อจากคนอื่น และสร้างขึ้นมาใหม่เอง แต่ถ้าดูผลที่ออกมาจริงๆแล้วการเป็นคนแรกเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าคนรู้จักเว็บไซต์อยู่แล้ว เราควรที่จะพัฒนาฟีจเจอร์ให้มันดีขึ้นเพื่อให้คนเข้ามาได้มากขึ้นIT Digest : ปีนี้บริษัท โมโน ตั้งเป้าเติบโตเท่าไหร่?ซัง โด ลี : ปีที่แล้วบริษัทฯเติบโตอยู่ในตัวเลข 2 หลัก มากกว่า 30% แต่ปีนี้เรามองว่าน่าจะยังคงเติบโตอยู่ในตัวเลขเป็น 2 หลักเหมือนเดิม แม้ว่ายอดขายโฆษณาของบริษัทจะลดลง เมื่อย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นปี แต่ผมเชื่อว่าปีนี้บริษัทจะเติบโตประมาณ 20-30 % ซึ่งปีที่แล้ว ดีกว่านี้IT Digest : อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์?ซัง โด ลี : อยากจะฝากคนที่มีอำนาจสามารถพัฒนาให้ผู้ใช้งานในประเทศไทยเพิ่มจำนวนขึ้นได้ ??? และอยากฝากถึงผู้ใหญ่ที่จะเข้ามาในวงการอินเทอร์เน็ตว่าสิ่งที่อินเทอร์เน็ตประเทศไทยขาดคือ การส่งเสริมเยาวชนให้ใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตได้ดีกว่าทุกวันนี้ เนื่องจากทุกวันนี้ผู้ใหญ่จะมองว่าเด็กเล่นเกม หรือ เข้าไปดูคลิปที่ไม่เหมาะสมกันจำนวนมาก แต่ถ้าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจว่าอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์ที่ดีอะไรบ้าง ผู้ใหญ่ก็จะไม่สามารถให้ความรู้กับเด็กได้ การที่จะทำให้ธุรกิจดังกล่าวเติบโตและเด็กเดินไปถูกทาง ผมว่าจะต้องเริ่มจากตัวผู้ใหญ่ก่อน จึงอยากฝากให้หลายๆหน่วยงานรวมถึงบริษัทต่างๆ ลองหาวิธีที่จะทำให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น โดย Mthai เองก็จะเข้ามาช่วยในจุดนี้ด้วย เพราะปีนี้ Mthai ครบรอบ 10 ปี ก็มีหลายๆโครงการที่Mthai เตรียมจะออกมาตอบแทนผู้ใช้บริการไอบีเอ็ม เสริมทัพรุกธุรกิจเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤตศก.
ส่งเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่ ภายใต้ชื่อเซิร์ฟเวอร์ ซิสเต็ม เอ็กซ์ และเบลดเซ็นเตอร์ หวังช่วยลดค่าใช้จ่ายองค์กร มุ่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานจากการแข่งขันรอบด้าน ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกระทบต่อธุรกิจทั่วโลก...นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า จากสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ ทั้งรายใหญ่และเล็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ทั้งนี้ ทุกธุรกิจจึงตระหนักถึงจำเป็นที่ต้องหาวิธีการจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพทุกรูปแบบ เพื่อให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ในสภาวะวิกฤติและความท้าทายรอบด้าน ธุรกิจเอสเอ็มอีจำเป็นต้องหาวิธีการดำเนิ
นธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพทุกรูปแบบ โดยเฉพาะความจำเป็นที่ต้องลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร เพื่อฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก นายธนพงษ์ กล่าวต่อว่า ไอบีเอ็มเข้าใจปัญหาและความท้าทายดังกล่าว จึงมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชั่นทางด้านไอทีเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งนี้ การเลือกใช้โซลูชั่นทางด้านไอทีที่มีความคุ้มค่า ราคาย่อมเยาว์ จึงช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ในสภาวะที่องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายและแรงกดดันรอบด้านด้วยรอง กก.ผจก.ใหญ่ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ บ.ไอบีเอ็ม กล่าวด้วยว่า จากความต้องการโซลูชั่นทางด้านไอทีที่คุ้มค่าสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี จึงได้ออกแบบเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่โดยนำนวัตกรรมขั้นสูง และออกแบบเซิร์ฟเวอร์และระบบดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ มาใช้ออกแบบเซิร์ฟเวอร์ให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเอ็กซ์ อาคิเทคเชอร์ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพและความเสถียรให้กับการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ เทคโนโลยีเสมือนเวอร์ช่วลไลเซชั่น เทคโนโลยีที่สนับสนุนการทำงานของหลายระบบให้สามารถทำงานได้ในเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียว
นธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพทุกรูปแบบ โดยเฉพาะความจำเป็นที่ต้องลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร เพื่อฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก นายธนพงษ์ กล่าวต่อว่า ไอบีเอ็มเข้าใจปัญหาและความท้าทายดังกล่าว จึงมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชั่นทางด้านไอทีเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งนี้ การเลือกใช้โซลูชั่นทางด้านไอทีที่มีความคุ้มค่า ราคาย่อมเยาว์ จึงช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ในสภาวะที่องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายและแรงกดดันรอบด้านด้วยรอง กก.ผจก.ใหญ่ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ บ.ไอบีเอ็ม กล่าวด้วยว่า จากความต้องการโซลูชั่นทางด้านไอทีที่คุ้มค่าสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี จึงได้ออกแบบเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่โดยนำนวัตกรรมขั้นสูง และออกแบบเซิร์ฟเวอร์และระบบดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ มาใช้ออกแบบเซิร์ฟเวอร์ให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเอ็กซ์ อาคิเทคเชอร์ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพและความเสถียรให้กับการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ เทคโนโลยีเสมือนเวอร์ช่วลไลเซชั่น เทคโนโลยีที่สนับสนุนการทำงานของหลายระบบให้สามารถทำงานได้ในเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวค่าย ยช.สมองแก้วรุ่น22ปลุกสำนึกแก้โลกร้อน
หวังให้เด็กๆ นำความรู้ที่ได้ นำมาใช้สำหรับการศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์ เรียนรู้การทำงานร่วมกันเป็นทีม รวมทั้งการแบ่งปันกันระหว่างเพื่อนในสังคมทีมีความแตกต่างกัน ขณะเดียวกันหวังให้เป็นต้นแบบการจัดค่ายของโรงเรียนอื่นๆ....นายยืน ภู่วรวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงหลักการในการจัดค่ายเยาวชนสมองแก้ว เกษตรศาสตร์-ซีเกท รุ่นที่ 22 ว่า ต้องการให้เยาวชนได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อสร้างความประทับใจกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สิ่งที่เน้น คือ การทำให้เด็กๆ ตื่นเต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยี เพิ่มการตระหนักรู้เกี่ยวกับการยกระดับทักษะ และความชำนาญในด้านต่างๆ ที่พวกเขานำมาใช้สำหรับการศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในอนาคตได้ ทั้งนี้เด็กๆ ยังจะเรียนรู้การทำงานร่วมกันเป็นทีม รวมทั้งการแบ่งปันกัน ระหว่างเพื่อนในสังคมทีมีความแตกต่างกันด้วย รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.เกษตรฯ กล่าวว่า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก อาจเป็นปัญหาใหญ่ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนในขณะนี้ ที่ทุกคนต้องช่วยกันมีส่วนร่วมลดปริมาณของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ เยาวชนที่เข้าค่ายจะได้รู้ว่า จะใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร ผ่านกิจกรรม "
ช่างคิดวิศวกร" ที่จะมอบหมายให้เด็กๆ ทำโครงการประดิษฐ์ ด้วยการให้เยาวชนทดลองสร้างแบบจำลองการสร้างพลังงานถั่วเขียว เพื่อจุดประกายไอเดียอนุรักษ์พลังงาน ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนนายยืน กล่าวต่อว่า นอกจากกิจกรรมดังกล่าว เยาวชนยังจะนำเสนอผลงานวิดีโอและมัลติมีเดีย เพื่อให้เห็นภาพแรงบันดาลใจช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ละทีมทำโครงงานจากการพัฒนาจินตนาการของพวกเขาให้เป็นรูปธรรม ทำเรื่องราวสารคดี ต่อจากนั้นก็แสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของพวกเขา แก่เพื่อนกลุ่มอื่นๆ และผู้ชม? โดยได้รับคำแนะนำและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมงาน และพี่เลี้ยงหลากหลายสาขาวิชา ทั้งนี้ทีมงานอยากเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ชุมชนในต่างจังหวัดในการนำเอารูปแบบการจัดค่ายลักษณะนี้ ไปขยายในชุมชนของตนให้กว้างขวางขึ้น เพื่อที่เยาวชนจะได้มีโอกาสอย่างทั่วถึงด้าน นางสาวศิริรัตน์ เอี่ยวผดุง ผู้จัดการโรงงาน บริษัทซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ค่ายเยาวชนสมองแก้วฯ จะช่วยเพิ่มกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนสำหรับเยาวชน โดยบริษัทซีเกทได้ให้การสนับสนุนค่ายเยาวชนสมองแก้วเกษตรศาสตร์-ซีเกท อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี เพื่อให้เยาวชนไทยมีทักษะที่จำเป็นในวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเช่นในขณะนี้ด.ช.รักษิต ยิ่งสกุล สีเขียวอ่อน อายุ12 ปี กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่มาเข้าค่ายเยาวชนสมองแก้ว เพราะมีพี่แนะนำ และมีความสนใจ ที่จะประกอบหุ่นยนต์ และมาหาความรู้ จากที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ชอบ ทำให้ได้รู้วิธีประกอบหุ่นยนต์ ได้รู้วิธีตัดต่อวิดีโอ จึงรู้สึกท้าทาย และสนุกที่ได้ทำ ขณะเดียวกันได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ โดยจะนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยลดโลกร้อน เช่น ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ รวมทั้งลดการใช้ถุงพลาสติก แล้วหันมาใช้ถุงผ้าแทนส่วน ดญ.สุทธิกานต์ เชิญศิริดำรง สีส้ม อายุ 12 ปี กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่มาเข้าค่ายเยาวชนสมองแก้ว เพราะเป็นค่ายที่ให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ควบคู่ไปกับการเล่นจึงรู้สึกสนุกไปกับการเรียน การได้ร่วมค่ายเยาวชนสมองแก้วทำให้รู้จักความสามัคคี การมีน้ำใจนักกีฬา ทำให้มีเพื่อนดีๆ และได้ความสนุกจากเรียนรู้วิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังได้ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดโลกร้อน เช่น ไม่ต้องใช้พลังงานถ่านหินหรือน้ำมัน เพื่อป้องกันโลกจากภาวะโลกร้อน และในอนาคตถ้ามีโอกาสจะมาร่วมกับค่ายเยาวชนสอมงแก้วอีกแน่นอนอนรายงานข่าวแจ้งว่า ค่ายเยาวชนสมองแก้ว เกษตรศาสตร์-ซีเกท รุ่นที่ 22 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-26 เม.ย.2552 ณ ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยการสนับสนุนจาก บริษัทซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชน มีส่วนร่วมในการลดภาวะโลกร้อน ผ่านกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนำเสนอผลงานด้วยวิดีโอ และสื่อมัลติมีเดียยุคใหม่
ช่างคิดวิศวกร" ที่จะมอบหมายให้เด็กๆ ทำโครงการประดิษฐ์ ด้วยการให้เยาวชนทดลองสร้างแบบจำลองการสร้างพลังงานถั่วเขียว เพื่อจุดประกายไอเดียอนุรักษ์พลังงาน ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนนายยืน กล่าวต่อว่า นอกจากกิจกรรมดังกล่าว เยาวชนยังจะนำเสนอผลงานวิดีโอและมัลติมีเดีย เพื่อให้เห็นภาพแรงบันดาลใจช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ละทีมทำโครงงานจากการพัฒนาจินตนาการของพวกเขาให้เป็นรูปธรรม ทำเรื่องราวสารคดี ต่อจากนั้นก็แสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของพวกเขา แก่เพื่อนกลุ่มอื่นๆ และผู้ชม? โดยได้รับคำแนะนำและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมงาน และพี่เลี้ยงหลากหลายสาขาวิชา ทั้งนี้ทีมงานอยากเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ชุมชนในต่างจังหวัดในการนำเอารูปแบบการจัดค่ายลักษณะนี้ ไปขยายในชุมชนของตนให้กว้างขวางขึ้น เพื่อที่เยาวชนจะได้มีโอกาสอย่างทั่วถึงด้าน นางสาวศิริรัตน์ เอี่ยวผดุง ผู้จัดการโรงงาน บริษัทซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ค่ายเยาวชนสมองแก้วฯ จะช่วยเพิ่มกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนสำหรับเยาวชน โดยบริษัทซีเกทได้ให้การสนับสนุนค่ายเยาวชนสมองแก้วเกษตรศาสตร์-ซีเกท อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี เพื่อให้เยาวชนไทยมีทักษะที่จำเป็นในวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเช่นในขณะนี้ด.ช.รักษิต ยิ่งสกุล สีเขียวอ่อน อายุ12 ปี กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่มาเข้าค่ายเยาวชนสมองแก้ว เพราะมีพี่แนะนำ และมีความสนใจ ที่จะประกอบหุ่นยนต์ และมาหาความรู้ จากที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ชอบ ทำให้ได้รู้วิธีประกอบหุ่นยนต์ ได้รู้วิธีตัดต่อวิดีโอ จึงรู้สึกท้าทาย และสนุกที่ได้ทำ ขณะเดียวกันได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ โดยจะนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยลดโลกร้อน เช่น ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ รวมทั้งลดการใช้ถุงพลาสติก แล้วหันมาใช้ถุงผ้าแทนส่วน ดญ.สุทธิกานต์ เชิญศิริดำรง สีส้ม อายุ 12 ปี กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่มาเข้าค่ายเยาวชนสมองแก้ว เพราะเป็นค่ายที่ให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ควบคู่ไปกับการเล่นจึงรู้สึกสนุกไปกับการเรียน การได้ร่วมค่ายเยาวชนสมองแก้วทำให้รู้จักความสามัคคี การมีน้ำใจนักกีฬา ทำให้มีเพื่อนดีๆ และได้ความสนุกจากเรียนรู้วิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังได้ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดโลกร้อน เช่น ไม่ต้องใช้พลังงานถ่านหินหรือน้ำมัน เพื่อป้องกันโลกจากภาวะโลกร้อน และในอนาคตถ้ามีโอกาสจะมาร่วมกับค่ายเยาวชนสอมงแก้วอีกแน่นอนอนรายงานข่าวแจ้งว่า ค่ายเยาวชนสมองแก้ว เกษตรศาสตร์-ซีเกท รุ่นที่ 22 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-26 เม.ย.2552 ณ ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยการสนับสนุนจาก บริษัทซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชน มีส่วนร่วมในการลดภาวะโลกร้อน ผ่านกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนำเสนอผลงานด้วยวิดีโอ และสื่อมัลติมีเดียยุคใหม่กินหน่อบรอคโคลี่ ช่วยปกปักกระเพาะอาหารจากมะเร็ง
นักวิจัยสหรัฐฯ ชี้ หากกินวันละ 75 กรัม เป็นประจำนาน 2 เดือน จะป้องกันแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลและมะเร็งในกระเพาะ...วารสารทางวิชาการ?การวิจัยเพื่อป้องกันโรคมะเร็ง
รายงานว่า นักวิจัยชาวบูชิโด พบในการศึกษาว่า หากกินหน่อต้นบรอคโคลี่วันละ 75 กรัม เป็นประจำ นาน 2 เดือน จะสามารถป้องกันแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลและมะเร็งในกระเพาะได้หน่อต้นบรอคโคลี่อุดมด้วยสารซัลโฟราเฟน อันเป็นสารชีวเคมีธรรมชาติ ซึ่งดู เหมือนจะก่อให้เกิดการผลิตเอนไซม์ในกระเพาะ ซึ่งป้องกันอนุมูลอิสระ ตัวเคมีที่กัดกินดีเอ็นเอและก่อให้เกิดการอักเสบรายงานผลการศึกษากล่าวว่า หากกินหน่อบรอคโคลี่ จะช่วยปัดเป่าโรคภัยร้ายแรงบางอย่างลงได้มาก นักชีวเคมีที่ศูนย์โรคมะเร็งลูอิสบี และโดโรธี คัลล์แมน โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า "เราได้ศึกษาดูพบว่า ถ้าหากกินมันประจำ อาจจะมีผลกับสาเหตุของโรคภัยของกระเพาะอาหารอย่างมาก และบางทีอาจจะช่วยป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารในที่สุดด้วย" และเผยว่า "หน่ออ่อนบรอคโคลี่ มีซัลโฟราเฟนอุดมมากกว่าหัวบรอคโคลี่ที่โตแล้วเสียอีก"เป็นที่ทราบกันมาก่อนแล้วว่า ซัลโฟราเฟนเป็นตัวยาปฏิชีวนะปราบแบคทีเรียเอลิโกแบคเตอร์ ไพโลริ ซึ่งเป็นตัวการทำให้ กระเพาะอักเสบ แผลและมะเร็งในกระเพาะ การศึกษาครั้งนี้ เป็นการสำแดงให้เห็นสรรพคุณของมันที่มีกับมนุษย์เป็นหนแรก.
รายงานว่า นักวิจัยชาวบูชิโด พบในการศึกษาว่า หากกินหน่อต้นบรอคโคลี่วันละ 75 กรัม เป็นประจำ นาน 2 เดือน จะสามารถป้องกันแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลและมะเร็งในกระเพาะได้หน่อต้นบรอคโคลี่อุดมด้วยสารซัลโฟราเฟน อันเป็นสารชีวเคมีธรรมชาติ ซึ่งดู เหมือนจะก่อให้เกิดการผลิตเอนไซม์ในกระเพาะ ซึ่งป้องกันอนุมูลอิสระ ตัวเคมีที่กัดกินดีเอ็นเอและก่อให้เกิดการอักเสบรายงานผลการศึกษากล่าวว่า หากกินหน่อบรอคโคลี่ จะช่วยปัดเป่าโรคภัยร้ายแรงบางอย่างลงได้มาก นักชีวเคมีที่ศูนย์โรคมะเร็งลูอิสบี และโดโรธี คัลล์แมน โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า "เราได้ศึกษาดูพบว่า ถ้าหากกินมันประจำ อาจจะมีผลกับสาเหตุของโรคภัยของกระเพาะอาหารอย่างมาก และบางทีอาจจะช่วยป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารในที่สุดด้วย" และเผยว่า "หน่ออ่อนบรอคโคลี่ มีซัลโฟราเฟนอุดมมากกว่าหัวบรอคโคลี่ที่โตแล้วเสียอีก"เป็นที่ทราบกันมาก่อนแล้วว่า ซัลโฟราเฟนเป็นตัวยาปฏิชีวนะปราบแบคทีเรียเอลิโกแบคเตอร์ ไพโลริ ซึ่งเป็นตัวการทำให้ กระเพาะอักเสบ แผลและมะเร็งในกระเพาะ การศึกษาครั้งนี้ เป็นการสำแดงให้เห็นสรรพคุณของมันที่มีกับมนุษย์เป็นหนแรก.จิตตก-เหงาเศร้า แก้ได้ด้วยตัวเรา
นักจิตวิทยาพบว่า การทำสวนเป็นงานอดิเรกที่จะช่วยให้คนเราหลุดออกจากเรื่องที่หมกมุ่นครุ่นคิด สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง โดยจะได้ความรู้สึกที่ดีเป็นรางวัลกลับมาหางานอดิเรก ...หลังจากอกสั่นขวัญหายไปในเหตุการณ์ สงกรานต์ เลือด ที่ผ่านมา ประกอบกับข่าวเศรษฐกิจชะลอตัวต่อ เนื่อง คงต้องยอมรับกันว่าตอนนี้สุขภาพจิตของหลายคนอาจอยู่ในสภาพไม่ค่อยปกตินักความกลัดกลุ้มใจ จิตตก เหงาเศร้า รู้หรือเปล่าว่าเรื่องเหล่านี้แก้ได้ด้วยมือและใจของเราเอง อย่าปล่อยให้ สถานการณ์ลากจูงให้ดิ่งลงเหวมากไปกว่านี้ ลองมาดูกันว่าเราจะเริ่มต้นทำอะไรกันได้บ้าง เพื่อออกไปจากความ
เศร้าและข่าวร้ายเหล่านั้นแรกสุด ลองหันมาจับจอบจับเสียม ทำสวนกันดีกว่า นักจิตวิทยาคลินิก ดร.เดวิด ฮาร์เปอร์ จากมหาวิทยาลัยอีสท์ลอนดอน บอกกับเว็บไซต์บีบีซี ว่าการทำสวนเป็นงานอดิเรกที่จะช่วยให้คนเราหลุดออกจากเรื่องที่หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่ แล้วหันไปโฟกัสกับเรื่องการปลูกต้นไม้ที่ต้องการการเอาใจใส่ ดูแลแทน และธรรมชาตินอกบ้านก็จะเป็นประโยชน์กับตัวเราด้วยหรือว่าจะ ออกกำลังกาย กันดี ไม่ว่าจะว่ายน้ำ เล่นแบดมินตัน ออกแรงเดินปีนเขา ได้ทั้งนั้น เพราะการออกกำลังเป็นประโยชน์ต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจสำหรับคนที่ชอบกิน ลองหันมาเข้าครัว ทำกับข้าวกินเอง เพราะว่าการทำกับข้าวกินเองจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีความเป็นอิสระขึ้นการมีสัตว์เลี้ยงก็มีส่วนช่วยปลอบประโลม คนเราได้ ลองเลี้ยงสุนัขหรือแมวไว้ลูบเนื้อลูบตัวเล่นสักตัวสองตัว ดร.เดวิด ฮาร์เปอร์ บอกถึงประโยชน์ของสัตว์เลี้ยงว่าพวกมันจะช่วยให้คนรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีสิ่งอื่นนอกจากตัวเอง ที่จะให้ความรักความเมตตา อันเป็นความปรารถนาพื้นฐานของมนุษย์ที่อยากจะเป็นผู้ให้ และเมื่อได้ทำเช่นนั้นแล้วเราก็จะได้ความรู้สึกที่ดีเป็นรางวัลกลับมาหางานอดิเรก ที่สามารถทำได้ตลอดชีวิต สำหรับคนโตๆ แล้ว อาจจะลองนึกดูว่าเคยชอบงานอดิเรกอะไรตอนเด็ก ลองเลือกทำดู ความสนุกสนานจะได้กลับมาสู่ชีวิตอีกครั้งสำหรับคนที่มีเวลาเหลืออยู่บ้าง การเป็น อาสาสมัคร ก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น ที่ สำคัญทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า ไม่จ่อมจมอยู่กับความรู้สึกซึมเศร้าและข่าวร้ายที่รุมเร้าตลอดเวลา.ได้ยาแก้หัวใจวายฉับพลัน ภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันในคนแข็งแรง
นักวิชาการเมืองจิงโจ้ พบพบยาที่อาจจะใช้แก้อาการหัวใจวายฉับพลัน เพราะอาการดังกล่าวเกิดจากมีการปล่อยแคลเซียมที่เก็บอยู่ไว้เข้าไปในเซลล์หัวใจมากเกินไป...ผู้ช่วยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเมืองจิงโจ้ พบยาซึ่งอาจจะใช้แก้อาการหัวใจวายปัจจุบันทันด่วนในคนหนุ่มสาว โดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รอดชีวิตได้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดิเรก เลเวอร์ กับคณะได้พบว่ายา "ฟลีคาไนด์" ซึ่งใช้แก้อาการหัวใจเต้นผิดปกติ จะใช้แก้อาการนั้นได้อย่างชะงัดคนหนุ่มสาวที่เกิดหัวใจเต้นผิดปกติโดยกะทันหัน เนื่องจากเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ หรือการออกกำลังเกินขีด จนกล้ามเนื้อหัว
ใจตายเฉียบพลัน เป็นสาเหตุการตายโดยกะทันหันของคนวัยหนุ่มสาว ที่อายุยังไม่เกิน 30 ปี ซึ่งยังหาสาเหตุไม่ได้ มีมากประมาณร้อยละ 15 อาจารย์ดิเรกอธิบายว่า อาการหัวใจเต้นผิดปกติกะทันหัน เกิดจากมีการปล่อยแคลเซียมที่เก็บอยู่ไว้เข้าไปในเซลล์หัวใจมากเกินไป "การที่หัวใจจะเต้นพอดี ขึ้นอยู่กับการปล่อยแคลเซียมออกมาอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ""แคลเซียมจะถูกปล่อยจากที่เก็บเข้าสู่เซลล์หัวใจ ทางช่องพิเศษ และเราพบว่ายาขนานนี้ ช่วยคุมช่องทางการปล่อยแคลเซียมได้ ดังนั้นก็เท่ากับได้ไปแก้อาการหัวใจเต้นผิดปกตินั้นโดยตรงนั่นเอง"รายงานผลการศึกษาได้บอกว่า "การรักษาอาการนี้ด้วยยาออกฤทธิ์กั้นเบตา ปรากฏว่าคนไข้ร้อยละ 37 ไม่ตอบสนอง และอีกร้อยละ 24 จะเกิดอาการหัวใจวายกะทันหันภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี"หมอเลเวอร์กล่าวว่า "การรักษาที่เป็นอยู่ส่วนใหญ่ไม่ได้ ผล เราจำเป็นต้องได้ยาแก้อาการหัวใจเต้นผิดปกติที่ชะงัดขนานใหม่ และบัดนี้เราก็พบสิ่งที่ใกล้เคียงกับยาอุดมคติ สำหรับแก้อาการหัวใจเต้นผิดปกติที่หายากนี้แล้ว".
ใจตายเฉียบพลัน เป็นสาเหตุการตายโดยกะทันหันของคนวัยหนุ่มสาว ที่อายุยังไม่เกิน 30 ปี ซึ่งยังหาสาเหตุไม่ได้ มีมากประมาณร้อยละ 15 อาจารย์ดิเรกอธิบายว่า อาการหัวใจเต้นผิดปกติกะทันหัน เกิดจากมีการปล่อยแคลเซียมที่เก็บอยู่ไว้เข้าไปในเซลล์หัวใจมากเกินไป "การที่หัวใจจะเต้นพอดี ขึ้นอยู่กับการปล่อยแคลเซียมออกมาอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ""แคลเซียมจะถูกปล่อยจากที่เก็บเข้าสู่เซลล์หัวใจ ทางช่องพิเศษ และเราพบว่ายาขนานนี้ ช่วยคุมช่องทางการปล่อยแคลเซียมได้ ดังนั้นก็เท่ากับได้ไปแก้อาการหัวใจเต้นผิดปกตินั้นโดยตรงนั่นเอง"รายงานผลการศึกษาได้บอกว่า "การรักษาอาการนี้ด้วยยาออกฤทธิ์กั้นเบตา ปรากฏว่าคนไข้ร้อยละ 37 ไม่ตอบสนอง และอีกร้อยละ 24 จะเกิดอาการหัวใจวายกะทันหันภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี"หมอเลเวอร์กล่าวว่า "การรักษาที่เป็นอยู่ส่วนใหญ่ไม่ได้ ผล เราจำเป็นต้องได้ยาแก้อาการหัวใจเต้นผิดปกติที่ชะงัดขนานใหม่ และบัดนี้เราก็พบสิ่งที่ใกล้เคียงกับยาอุดมคติ สำหรับแก้อาการหัวใจเต้นผิดปกติที่หายากนี้แล้ว".
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น